ผลจากงานวิจัยที่ OECD ทำร่วมกับ TIJ เมื่อปี 2565 พบว่า ประเทศไทยมีต้นทุนจากการเกิดอาชญากรรมในหนึ่งปี ทั้งค่าดำเนินการเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ค่าเสียเวลา ค่าเสียโอกาส คิดเป็นเงินถึงปีละ 9.73 แสนล้านบาท หรือ 5.6% ของ GDP ต่างจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่จะมีต้นทุนในส่วนนี้เพียง 2-3 % ต่อปีเท่านั้น ... ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่เราต้องปรับปรุงระบบยุติธรรม
ดร.อณูวรรณ วงศ์พิเชษฐ์ รองผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือ TIJ ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างระบบยุติธรรมกับระบบเศรษฐกิจ ผ่านข้อมูลการประเมินต้นทุนจากอาชญากรรมและระบบยุติธรรม ที่ส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมอย่างชัดเจน
ดร.อณูวรรณ วงศ์พิเชษฐ์ รองผอ.สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ)
ในเวที Common Ground ชวน Talk หัวข้อ "OECD Readiness: เตรียมพร้อมระบบยุติธรรมไทยสู่มาตรฐาน OECD" ซึ่งจัดขึ้นโดย TIJ เมื่อวันที่ 8 ต.ค.2569 โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ร่วมแลกเปลี่ยนถึงความพร้อมของประเทศไทย ในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และใช้เป็นแนวทางในการสร้างโอกาสพัฒนาปรับปรุงระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ให้ใกล้เคียงกับมาตรฐาน OECD มากขึ้น ในระหว่างที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในขั้นตอนรับการประเมินจากกลุ่มประเทศ OECD ว่ามีมาตรฐานเพียงพอที่จะรับเข้าเป็นสมาชิกใหม่หรือไม่
ข้อมูลจากงานวิจัยของ OECD ที่รองผู้อำนวยการ TIJ นำเสนอ สะท้อนว่าปัญหาด้านความยุติธรรมส่งผลกระทบกว้างไกลกว่ากระบวนการพิจารณาคดี
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงระบบยุติธรรมทำงานได้รวดเร็วเพียงใด หรือปิดคดีได้มากเพียงใด แต่สิ่งที่ OECD ให้ความสำคัญ คือระบบยุติธรรมที่มีมาตรฐานจะต้องพิจารณาว่า ... ประชาชนเผชิญปัญหาอะไร เข้าถึงความช่วยเหลือได้หรือไม่ และเมื่อผ่านกระบวนการยุติธรรมแล้ว ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นเพียงใด และนั่นทำให้เราเชื่อมโยงไปหางานวิจัยอีกชิ้นคือ ความต้องการรับบริการความยุติธรรมของประชาชน (Justice Needs Survey) เพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่ OECD วางไว้เป็นมาตรฐาน คือ ระบบยุติธรรมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง
แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่การ คิดใหม่และออกแบบระบบยุติธรรม โดยเริ่มจากความต้องการของประชาชน (People-centred Justice) แทนการมองเพียงขั้นตอนและผลการดำเนินงานของหน่วยงาน โดย TIJ นำข้อมูลต้นทุนจากอาชญากรรมมาพิจารณา ควบคู่กับการสำรวจความต้องการด้านความยุติธรรม (Justice Needs Survey) และข้อมูลการบริหารงานยุติธรรม เพื่อทำความเข้าใจปัญหา และเส้นทางการเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชน ก่อนนำไปสู่การออกแบบนโยบายและบริการที่ตอบโจทย์มากขึ้น
ดร.ณรัณ โพธิ์พัฒนชัย ผอ.ฝ่ายวิเคราะห์ผลกระทบและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางกฎหมาย กองพัฒนากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ในมิติการปฏิรูปกฎหมาย ดร.ณรัณ โพธิ์พัฒนชัย ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ผลกระทบและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางกฎหมาย กองพัฒนากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เห็นว่าการเข้า OECD เป็นโอกาสให้ประเทศไทยก้าวข้ามข้อจำกัดของระบบเดิม โดยเปลี่ยนจากการมุ่งออกกฎหมายไปสู่การประเมินว่ากฎหมายสร้างผลลัพธ์ที่ดีต่อประชาชนจริงหรือไม่
พร้อมเสนอ 3 แนวทาง ได้แก่ การประเมินผลกระทบด้านความยุติธรรม (Justice Impact Assessment) เพื่อพิจารณาภาระและความเป็นธรรมที่เกิดจากกฎหมาย การเชื่อมต่อบริการยุติธรรมระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างต่อเนื่อง และ การปรับระบบช่วยเหลือทางกฎหมายให้เน้นการป้องกันปัญหา ก่อนเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้อง ซึ่งจะช่วยลดภาระของศาลและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ
นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ ผอ.กองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ
ขณะที่ น.ส.นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ ผู้อำนวยการกองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เน้นย้ำว่าการยกระดับมาตรฐาน OECD ต้องครอบคลุมถึงความรับผิดชอบของภาคธุรกิจต่อสิทธิของประชาชน โดยกรมฯ ขับเคลื่อนแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Business Conduct: RBC) ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจตรวจสอบความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนตลอดห่วงโซ่การดำเนินงาน เพื่อป้องกันผลกระทบและจัดให้มีการเยียวยาที่เหมาะสม ควบคู่กับการพัฒนากลไก National Contact Point (NCP) เพื่อรองรับข้อร้องเรียนและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
ดร.ธัชไท กีรติพงค์ไพบูลย์ ผอ.กองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ สศช.
สำหรับความคืบหน้าของประเทศไทย ดร.ธัชไท กีรติพงค์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อธิบายว่า ปัจจุบันไทยอยู่ระหว่างการประเมินทางเทคนิค (Technical Review) ของ OECD ซึ่งครอบคลุมคณะกรรมการ 25 คณะ และเกี่ยวข้องกับหน่วยงานภาครัฐจำนวนมาก โดยมีฐานข้อมูล TH2OECD เชื่อมโยงข้อมูลการดำเนินงานของ 176 หน่วยงาน การเข้าเป็นสมาชิกจึงไม่ใช่เพียงการผ่านกระบวนการประเมิน แต่เป็นโอกาสยกระดับมาตรฐานของประเทศ และเปลี่ยนบทบาทจากผู้ปฏิบัติตาม ไปสู่การมีส่วนร่วมกำหนดมาตรฐานระหว่างประเทศ
ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ
อย่างไรก็ตาม การยกระดับมาตรฐานของประเทศ จะมีความหมายมากขึ้น หากนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ จึงชวนตั้งคำถามว่า ประเทศไทยจะใช้โอกาสจากการเข้าเป็นสมาชิก OECD สร้างความเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างจากกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่ผ่านมาได้อย่างไร โดยเฉพาะการนำแนวทางการเรียนรู้จากประเทศสมาชิก การทบทวนระหว่างประเทศ (Peer Review) และการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์มาปรับใช้
ซึ่งยังเป็นความท้าทายของไทยที่มีข้อมูลกระจัดกระจายและขาดความต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในการจัดเก็บ แลกเปลี่ยน และใช้ประโยชน์จากข้อมูลให้มากขึ้น
สิ่งที่คาดหวังจึงไม่ใช่เพียงการได้เป็นสมาชิก OECD แต่คือการใช้กระบวนการนี้ เป็นโอกาสในการปรับวิธีคิดและวิธีทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง สร้างระบบยุติธรรมที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างแท้จริง
อ่านข่าว :
บช.ก. ยันส่งสำนวนโกงสอบท้องถิ่นถึง ป.ป.ช. ทันกรอบ 30 วัน
กรมชลฯ ลดระบายเขื่อนเจ้าพระยา เหลือ 2,200 ลบ.ม./วินาที เริ่มเที่ยงวันนี้
สทนช.เฝ้าระวัง 7 จังหวัดเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน-น้ำล้นตลิ่ง ช่วงวันที่ 10-12 ต.ค.นี้
