วันนี้ (1 ต.ค.2569) เวลา 10.00 น. ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าว "ศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมในสถานการณ์อุทกภัย" หรือ ศูนย์ JICC ร่วมกับ นายฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติหรือ (สทนช.) และ นางลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมตัวแทน กทม.ร่วมกันแถลงข่าว
นายฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองโฆษก สทนช. รายงานสถานการณ์ "ลุ่มน้ำเจ้าพระยา" โดยมวลน้ำจากแม่น้ำปิงเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ในอัตราที่เป็นปริมาณประมาณ 1,000 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งมวลน้ำนี้เคลื่อนตัวมาถึง จ.นครสวรรค์ และอีก 1 วันจะมาถึง "เขื่อนเจ้าพระยา" จ.ชัยนาท
สำหรับสถานการณ์น้ำใน "ลุ่มน้ำสะแกกรัง" จ.อุทัยธานี ปริมาณน้ำจากตอนบนเคลื่อนมาทาง "เขื่อนวังร่มเกล้า" อยู่ในเกณฑ์สูงสุด โดยจะมีการคงการระบายน้ำผ่านเขื่อนวังร่มเกล้าในอัตราเดิม เพื่อที่จะชะลอน้ำจาก จ.นครสวรรค์ ที่จะมาถึง ฉะนั้นในส่วนปริมาณน้ำขณะนี้ที่ไหลผ่าน "เขื่อนเจ้าพระยา" จะคงอยู่ไม่เกินเกณฑ์ 2,500 ลบ.ม.ต่อวินาที
ซึ่งเมื่อวานนี้ (30 ก.ย.2569) มีการเพิ่มการระบายน้ำมาที่ 2,300 ลบ.ม.ต่อวินาที และจะเพิ่มขึ้นในอัตราวันละ 100 ลบ.ม.ต่อวินาที จะส่งผลให้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนปรับตัวขึ้นเล็กน้อย แต่จะไม่สูงเกินกว่าแนวป้องกันที่ทางจังหวัดได้เตรียมไว้
สำหรับปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาจะไปรวมกันที่ จ.พระนครศรีอยุธยา จะส่งผลให้น้ำถึงเขื่อนในวันที่ 2 ต.ค.และถึง จ.พระนครศรีอยุธยา ในวันที่ 3 ต.ค.ปริมาณน้ำจะเริ่มปรับตัวสูงขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีน้ำอีกส่วนหนึ่งจาก "ลุ่มน้ำป่าสัก" และมีการระบายน้ำเพิ่มจาก "เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์" 200 ลบ.ม.ต่อวินาที และจากการประเมินในช่วงเช้า ปริมาณน้ำที่ไหลเข้า "เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์" ได้ปรับลดลงมาแล้ว เหลือ 100 ลบ.ม.ต่อวินาที
หลังจากนี้แผนของการระบายน้ำ จะพยายามควบคุมน้ำของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ไม่ให้เกิน 300 ลบ.ม.ต่อวินาที เพื่อไม่ให้ส่งผลกับพื้นที่ตอนล่าง ที่จะไหลผ่าน "เขื่อนพระราม 6" ที่จะต้องเพิ่มการระบายน้ำในลำดับถัดไปให้ไม่เกิน 300 ลบ.ม.ต่อวินาที
ปริมาณน้ำส่วนนี้ จะไปรวมกับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งจากการประเมินภาพรวมปริมาณน้ำขณะนี้ ที่จะไหลรวมกันอยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 3,000 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งปริมาณน้ำมวลนี้จะไหลไปที่ จ.ปทุมธานี จ.นนทบุรี ผ่านกรุงเทพมหานคร และไปยัง จ.สมุทรปราการ
สำหรับการประเมินจุดวิกฤตในกรุงเทพมหานคร ที่ปริมาณน้ำจะลงไปอยู่ในเกณฑ์ 3,000 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำในกรุงเทพฯ ขยับสูงขึ้นอยู่ในเกณฑ์ 2 + 2.25 ม.ซึ่งจะต่ำกว่าคันป้องกันของทางกรุงเทพมหานคร ประมาณ 40 ซม.หากเปรียบเทียบกับปริมาณน้ำปี 2568 ที่มีการระบายน้ำสูงสุด 2,900 ลบ.ม.ต่อวินาที กับปัจจุบันที่ระบายน้ำอยู่ที่ 2,500 ลบ.ม.ต่อวินาที ถือว่าน้อยกว่าที่ผ่านมาทำให้ปริมาณน้ำไม่เกินปีที่ผ่านมา
ขณะที่ "ลุ่มน้ำแม่กลอง" สถานการณ์น้ำเริ่มปรับตัวลดลง เมื่อวานนี้ (30 ก.ย.2569) "แม่น้ำแควน้อย" ลดลง 2.50 เมตร ปริมาณน้ำส่วนนี้ไหลผ่านเขื่อนแม่กลองไปแล้ว 2,200 ลบ.ม.ต่อวินาที วันนี้มีการหารือกันว่า เกณฑ์ปริมาณสูงสุดที่จะไหลผ่าน "เขื่อนแม่กลอง" จะอยู่ในแนวโน้มที่สามารถควบคุมบานระบายได้แล้ว และมีแนวโน้มที่จะปรับบานระบายให้ลดลง สัมพันธ์กับปริมาณน้ำที่ไหลมาจากตอนเหนือ
และมวลน้ำนี้จะเดินทางต่อไปถึง จ.ราชบุรี จ.สมุทรสงคราม โดยเฉพาะที่ อ.อัมพวา ซึ่งขณะนี้ปริมาณน้ำกำลังปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น แต่จะไม่รุนแรงไปกว่านี้แล้ว เนื่องจากฝนที่ตกลงมาเป็นแบบประปราย
ส่วนการบริหารน้ำใน "เขื่อนวชิราลงกรณ" ในช่วงที่ผ่านมา ได้ใช้ในการหน่วงน้ำชะลอการระบาย แต่ขณะนี้เขื่อนมีระดับน้ำเพิ่มขึ้นเกือบเต็มเขื่อนจึงมีความจำเป็นต้องเริ่มระบายน้ำออกจากเขื่อนในวันนี้ อยู่ที่ 40 ล้าน ลบ.ม.หรือ 500 ลบ.ม.ต่อวินาที ปริมาณน้ำส่วนนี้จะทยอยเข้ามาเติมในเขื่อนแม่กลองใช้เวลา 2-3 วัน โดยจะไม่ไปเสริมหรือสมทบน้ำในแม่กลองให้สูงขึ้นกว่าเดิม
อ่านข่าว :
ปภ.รายงานน้ำท่วม 30 จังหวัด กระทบประชาชน 3.3 ล้านคน เสียชีวิต 24 คน
"เขื่อนเจ้าพระยา" ระบายน้ำไม่เกิน 2,500 ลบ.ม.ต่อวินาที ยังไม่เกินจุดวิกฤตที่ กทม.จะรับได้
รัฐบาลแจ้งเตือน 5 จุดน้ำท่วมสูงในพื้นที่ กทม. แนะประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทาง
เช็กเกณฑ์เยียวยา “ประกันภัยพิบัติ” เริ่ม 1 ต.ค.น้ำท่วมจ่าย 10,000 บาท
1 ต.ค.เริ่มกดรับสิทธิอีก 1,000 บาท #ไทยช่วยไทยพลัส #เป๋าตัง ติดเทรนด์ X
กทม.เตือน 11 ชุมชนนอกแนวเขื่อนปองกันน้ำท่วม เฝ้าระวังระดับน้ำเจ้าพระยาสูง
