"ทรัมป์" ปูพรมแดงต้อนรับ "สี จิ้นผิง" สุดยิ่งใหญ่ แต่เหตุใดยังไร้ข้อตกลงร่วม

ต่างประเทศ
17:23
จำนวนผู้ชม 73
Thai PBS
"ทรัมป์" ปูพรมแดงต้อนรับ "สี จิ้นผิง" สุดยิ่งใหญ่ แต่เหตุใดยังไร้ข้อตกลงร่วม

วันนี้ (24 ก.ย.2569) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ จัดการต้อนรับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนอย่างยิ่งใหญ่ ในการเยือนสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 23-25 ก.ย.2569 โดยทรัมป์เดินทางไปยังฐานทัพอากาศร่วมแอนดรูวส์ เพื่อรอรับสีถึงบริเวณเครื่องบิน ซึ่งถือเป็นการต้อนรับที่มีความเป็นทางการและแสดงถึงความสำคัญของการเยือนครั้งนี้อย่างชัดเจน

ทรัมป์และสี รวมถึงภริยาของทั้ง 2 ฝ่าย พูดคุยกันก่อนเดินเคียงข้างกันบนพรมแดง ขณะที่พิธีการต้อนรับถูกจัดเต็มทั้งพิธีสวนสนามและการบินผ่านของเครื่องบินทหาร อย่างไรก็ตาม ระหว่างเพลงชาติ มีเครื่องบินบินผ่านพร้อมเสียงดังจนทรัมป์ถึงกับสะดุ้งและแสดงสีหน้าออกมา กลายเป็นจังหวะเล็ก ๆ ที่แทรกอยู่ท่ามกลางพิธีการอันยิ่งใหญ่

ภาพรวมของการต้อนรับทำให้การพบกันครั้งนี้ดูเหมือนเป็นช่วงเวลาสำคัญของ 2 มหาอำนาจที่กำลังจะร่วมกันกำหนดทิศทางโลก โดยเฉพาะในช่วงที่สหรัฐฯ และจีนกำลังแข่งขันกันในเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึง AI

แต่ สตีเฟน คอลลินสัน ผู้สื่อข่าวอาวุโสสายการเมืองของ CNN วิเคราะห์ว่า ภาพพิธีการอาจไม่ได้หมายความว่าจะเกิดข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ เพราะสถานการณ์ปัจจุบันแตกต่างจากการพบกันระหว่างประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกนของสหรัฐฯ กับมิคาอิล กอร์บาชอฟ ผู้นำสหภาพโซเวียตในช่วงทศวรรษ 1980 ซึ่งนำไปสู่การลดความตึงเครียดของสงครามเย็นและข้อตกลงด้านอาวุธนิวเคลียร์

สำหรับการพบกันของทรัมป์กับสี ยังไม่มีสัญญาณว่าจะมีข้อตกลงในระดับเดียวกัน เช่น การจำกัดการพัฒนา AI หรือการเปิดให้ทั้ง 2 ฝ่ายตรวจสอบความเคลื่อนไหวทางเทคโนโลยีของกันและกันเพื่อสร้างความไว้วางใจ

ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจึงอาจอยู่ในระดับที่จำกัดกว่า เช่น การขยายพักรบทางการค้า การสร้างช่องทางลดความตึงเครียดระหว่างวอชิงตันกับปักกิ่ง และมาตรการเล็ก ๆ ในประเด็น AI การค้ายาเฟนทานิล การค้า และการป้องกันไม่ให้เกิดการปะทะทางทหาร

AI คือสนามแข่งที่ 2 ฝ่ายไม่ยอมชะลอ

ประเด็นที่สะท้อนความแตกต่างระหว่างสหรัฐฯ กับจีนได้ชัดที่สุดคือ AI เพราะทั้ง 2 ฝ่ายต่างมองว่าเทคโนโลยีนี้มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ

ทรัมป์เคยกล่าวในช่วงก่อนการประชุมว่า "ใครชนะ AI คนนั้นก็ชนะ" ขณะที่สหรัฐฯ และจีนต่างเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และยังไม่มีฝ่ายใดแสดงท่าทีพร้อมยอมรับข้อจำกัดที่จะทำให้ตัวเองเสียเปรียบในสนามแข่งขันนี้

คอลลินสันระบุว่า นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งมองว่าจีนยังตามหลังสหรัฐฯ ในการแข่งขัน AI ดังนั้นจีนอาจไม่ต้องการข้อตกลงที่มีผลทำให้ต้องชะลอการพัฒนา เพราะปักกิ่งมักมองความพยายามจำกัดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของจีนว่า เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ตะวันตกที่ต้องการสกัดการก้าวขึ้นมามีบทบาทของจีน

ด้านทรัมป์เองก็แสดงจุดยืนว่าการเติบโตของ AI มีความสำคัญ และไม่ต้องการให้กฎระเบียบมาขัดขวางการแข่งขันของสหรัฐฯ โดยเมื่อวันที่ 23 ก.ย. เขายังเรียก AI ใหม่ว่า "Super intelligence" และระบุว่าไม่เห็นด้วยกับความพยายามสร้างกรอบระดับโลกเพื่อควบคุมเทคโนโลยีดังกล่าว

จุดยืนนี้ทำให้ความเป็นไปได้ของข้อตกลงใหญ่ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนเกี่ยวกับการจำกัด AI ยิ่งแคบลง เพราะฝ่ายหนึ่งไม่ต้องการชะลอการพัฒนา ขณะที่อีกฝ่ายก็ไม่ต้องการให้กติกาจากภายนอกกลายเป็นเครื่องมือจำกัดการเติบโตของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ยังมีพื้นที่สำหรับความร่วมมือเกิดขึ้นอยู่บ้าง โดยสหรัฐฯ และจีนได้หารือเรื่องการสร้างช่องทางสื่อสารเกี่ยวกับเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยของ AI เพื่อช่วยให้ทั้ง 2 ประเทศแจ้งเตือนกันเมื่อเกิดเหตุสำคัญ และช่วยระบุว่าความเสี่ยงจาก AI ประเภทใดกำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่

"ทรัมป์" ปูพรมแดงต้อนรับ "สี จิ้นผิง" สุดยิ่งใหญ่ แต่เหตุใดยังไร้ข้อตกลงร่วม

"ทรัมป์" ปูพรมแดงต้อนรับ "สี จิ้นผิง" สุดยิ่งใหญ่ แต่เหตุใดยังไร้ข้อตกลงร่วม

ต่างฝ่ายต่างต้องการลดปัญหา แต่ไม่มีใครยอมถอย

อีกเหตุผลที่ทำให้การประชุมครั้งนี้อาจไม่สร้างผลลัพธ์ใหญ่ คือความแตกต่างระหว่างผู้นำทั้งสองและระบบการเมืองของ 2 ประเทศ บทวิเคราะห์ของ คอลลินสัน มองว่า ทรัมป์เป็นผู้นำที่ตัดสินใจแบบฉับไวและให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ส่วนตัว ขณะที่สีมีรูปแบบการทูตที่ระมัดระวังและอาศัยการเตรียมการล่วงหน้าอย่างละเอียด การตัดสินใจครั้งใหญ่จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ส่วนตัวของผู้นำเพียงอย่างเดียว

แม้ทั้ง 2 ฝ่ายต้องการหลีกเลี่ยงการปะทะรุนแรง แต่ต่างฝ่ายต่างมีข้อจำกัดในการบีบให้อีกฝ่ายยอมทำตามข้อเสนอของตัวเอง

ทรัมป์เองกำลังเผชิญแรงกดดันจากสงครามอิหร่านและปัญหาการเมืองภายในประเทศ ขณะที่จีนมีปัญหาเศรษฐกิจและภาคอสังหาริมทรัพย์ แม้สีจะไม่ต้องรับแรงกดดันจากการเลือกตั้งแบบเดียวกับผู้นำสหรัฐฯ ก็ตาม

ประเด็นทรัพยากรสำคัญอย่างแร่หายากก็เป็นอีกข้อจำกัดของสหรัฐฯ เพราะจีนมีอำนาจสูงในห่วงโซ่อุปทาน และเคยใช้ความสามารถในการควบคุมการส่งออกเป็นเครื่องมือในการเจรจาการค้า ทำให้วอชิงตันต้องคำนึงถึงผลกระทบหากกดดันจีนมากเกินไป

ในด้านความสัมพันธ์ส่วนตัว ทรัมป์ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับสีอย่างมาก และมักพูดถึง "ความสัมพันธ์อันดี" ของทั้งคู่ ขณะที่สีไม่ได้แสดงความใกล้ชิดส่วนตัวต่อทรัมป์ในระดับเดียวกัน และยังคงดำเนินการตามกรอบการทูตและพิธีการของจีน

คอลลินสันยังยกตัวอย่างว่า ทรัมป์เคยปกป้องหรือผ่อนน้ำหนักข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับจีนในบางกรณี รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องการแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐฯ ปี 2563 และรายงานว่าจีนอาจส่งภาพถ่ายดาวเทียมฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดนให้อิหร่านก่อนการโจมตี ซึ่งจีนปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

ด้านวุฒิสมาชิก โรเจอร์ วิกเกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการกองทัพวุฒิสภาสหรัฐฯ วิจารณ์การพบกัน โดยกล่าวว่าผู้นำสหรัฐฯ ควรตระหนักถึงสถานะของสีในฐานะผู้นำที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และมองว่าจีนเป็นประเทศที่พยายามขยายอิทธิพลเหนือประเทศเพื่อนบ้านและมีกองทัพขนาดใหญ่ที่มุ่งเป้ามายังสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ไลล์ โกลด์สไตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงแห่งชาติ ยุทธศาสตร์ทหาร และนโยบายต่างประเทศ มองอีกด้านว่า การพบกันระหว่างทรัมป์กับสีเป็นเรื่องที่ดี เพราะการทูตระดับผู้นำช่วยสร้างเสถียรภาพให้ความสัมพันธ์และลดความเสี่ยงด้านการทหาร รวมถึงประเด็นไต้หวัน

ท้ายที่สุด การประชุมครั้งนี้จึงอาจไม่ได้ถูกวัดจากการสร้าง "ดีลประวัติศาสตร์" แต่จากความสามารถของทั้ง 2 ฝ่ายในการรักษาความสัมพันธ์ไม่ให้ถอยกลับไปสู่ความขัดแย้งรุนแรง โดยผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นแล้วคือสหรัฐฯ และจีนตกลงขยายระยะเวลาพักรบทางการค้าออกไปอีก 2 เดือน เพื่อเปิดทางให้มีเวลาหารือข้อตกลงที่กว้างขึ้น

ส่วน AI ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่โลกจับตามองมากที่สุดนั้น ความร่วมมือที่เกิดขึ้นในระยะนี้ยังอยู่ในระดับการสร้างช่องทางสื่อสารและแจ้งเหตุ มากกว่าการตกลงจำกัดการแข่งขัน

ดังนั้น ภาพพรมแดง การต้อนรับอย่างสมเกียรติ และคำพูดเรื่องมิตรภาพ อาจช่วยลดอุณหภูมิทางการทูตได้ แต่โจทย์ใหญ่ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ตั้งแต่การค้า เทคโนโลยี AI ไต้หวัน ไปจนถึงอิทธิพลทางทหารและภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงอยู่บนโต๊ะเจรจา

อ่านข่าว :

"เปี๊ยก โปสเตอร์" ผู้กำกับภาพยนตร์-ศิลปินแห่งชาติ เสียชีวิต อายุ 93 ปี

สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์หนุนแก้ไขกฎหมายคุ้มครองเมล็ดพันธุ์ให้ทันสมัยมากขึ้น

หนุน “ไทยช่วยไทย พลัส” ส.อ.ท.ชี้กระตุ้นกำลังซื้อ ดันเงินหมุนเข้า SMEs