วันนี้ (24 ก.ย.2569) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดอ่านคำพิพากษาในคดีฆาตกรรม นายชัยเมศร์ สิทธิสนิทพงศ์ (สจ.โต้ง) เสียชีวิตภายในบ้านพักของ นายสุนทร วิลาวัลย์ หรือ โกทร อดีตนายก อบจ.ปราจีนบุรี และอดีต รมช.สาธารณสุข เหตุเกิดเมื่อช่วงปลายปี 2567 ที่ผ่านมา ก่อนการฟังคำพิพากษา นางณภาภัช อัญชสาณิชมน อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี ภรรยาของ สจ.โต้ง พร้อมทนายความ เดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษาวันนี้ด้วย
ศาลตัดสินประหารชีวิต "สนุทร พร้อมพวก" คดีร่วมกันฆ่า "สจ.โต้ง"
คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ธ.ค.2567 สจ.โต้ง ถูกยิงเสียชีวิตภายในบ้านพักของนายสุนทร โดยเจ้าหน้าที่ตรวจพบร่องรอยกระสุนปืนที่ร่างของ สจ.โต้ง มากกว่า 20 นัด รวมถึงพบกระสุนปืนขนาด 9 มิลลิเมตร และปืนลูกซองในที่เกิดเหตุ
นายนิติศักดิ์ มีขวด ทนายความ เปิดเผยว่า คดีนี้ได้รับการดูแลและจัดทำสำนวนอย่างละเอียด โดยตำรวจกองบังคับการปราบปราม ซึ่งดำเนินกระบวนการสอบสวนอย่างเต็มที่ และความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม
สำหรับพยานหลักฐานในคดี ตำรวจตรวจยึดพยานวัตถุไว้หลายรายการ รวมถึงมีการจำลองเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุ เพื่อตรวจสอบบุคคลที่อยู่ในพื้นที่และผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด
โดยเฉพาะผลการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญในการประกอบสำนวนคดี และนำไปเชื่อมโยงกับพฤติการณ์ของผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ จากพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ เชื่อว่าจะสามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริง และดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงผู้บงการหรือตัวการใหญ่ได้
ศาลตัดสินประหารชีวิต "สนุทร พร้อมพวก" คดีร่วมกันฆ่า "สจ.โต้ง"
นางณภาภัช เปิดเผยก่อนเข้ารับฟังคำพิพากษาว่า พร้อมน้อมรับคำตัดสินของศาล ไม่ว่าผลคำพิพากษาจะออกมาในลักษณะใด ส่วนการประกอบพิธีฌาปนกิจศพ สจ.โต้ง ครอบครัวยืนยันว่าจะรอให้กระบวนการพิจารณาและคำพิพากษาคดีผ่านพ้นไปก่อน โดยขณะนี้ยังเก็บร่างของ สจ.โต้ง ไว้ที่วัดมะกอกสีมาราม จ.ปราจีนบุรี
นางณภาภัช กล่าวต่อว่า มีความมั่นใจในพยานหลักฐานที่รวบรวมไว้ และเชื่อว่าสามารถดำเนินคดีกับผู้บงการหรือตัวการใหญ่ได้ทั้งหมด ส่วนความกังวลเรื่องอิทธิพลในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี ยืนยันว่า ขณะนี้ไม่ได้รู้สึกกังวล เพราะไม่ได้ลงพื้นที่พบปะประชาชนเหมือนในอดีต และใช้เวลาส่วนใหญ่ดูแลลูก นอกจากนี้ ตนไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว ขณะนี้ยังไม่มีแผนที่จะกลับไปลงเล่นการเมืองท้องถิ่นในอนาคต
ล่าสุด ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานเห็นว่า ในวันเกิดเหตุ อดีต สจ.โต้ง พร้อมพวก 10 คน เดินทางไปที่บ้านของนายสุนทร เพื่อขอให้ช่วยสนับสนุนภรรยาลงเล่นการเมืองท้องถิ่น แต่ตกลงกันไม่ได้ จึงแยกย้ายกัน โดยนายสุนทรเดินกลับเข้าบ้าน ส่วน อดีต สจ.โต้ง ระหว่างรอประตูรั้วเปิด เปลี่ยนใจเดินกลับเข้ามาในบ้านพักอีกครั้ง เหตุยิงที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นจึงเป็นการตอบสนองต่อสถานการณ์เฉพาะหน้า ไม่ใช่การฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
เมื่อพิจารณาผลการตรวจคราบเขม่าดินปืน พบความเข้มข้นบนมือของ นายธนศรัณย์กรณ์ เตชะธนัตถ์โชติ (จำเลยที่ 1), นายศักดิ์สิทธิ์ หรือตูน ชินวงษ์ (จำเลยที่ 2) และนายสุนทร (จำเลยที่ 7) ในระดับของผู้ยิงปืน จึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และ 2 ได้ใช้อาวุธปืนยิง อดีต สจ.โต้ง ก่อน จากนั้นนายสุนทร ซึ่งยืนอยู่ด้านหลังจำเลยที่ 2 ได้นำอาวุธปืนลูกซองยาวของจำเลยที่ 2 มายิงซ้ำอีก 3 นัด โดยมี นายอภิสิทธิ์ หรือบาส สดชื่น (จำเลยที่ 4) อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุและมีเจตนาพร้อมสนับสนุน
ศาลจึงพิพากษาลงโทษประหารชีวิต นายสุนทร (จำเลยที่ 7), จำเลยที่ 1, จำเลยที่ 2 และ จำเลยที่ 4 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น และความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน แต่มีเหตุบรรเทาโทษ จึงลดโทษเหลือ จำคุกตลอดชีวิต พร้อมสั่งให้ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตจำนวน 801,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปีนับตั้งแต่วันเกิดเหตุ
ส่วนจำเลยที่ 3 นายธนภัทร หรือแนว ส่งแสง ศาลสั่งจำคุก 8 เดือน ปรับ 7,000 บาท และ จำเลยที่ 5 นายสิทธิชัย หรือจิ้ม ศรีภักดี จำคุก 1 ปี 2 เดือน ปรับ 8,000 บาท ในความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน โดยจำเลยทั้งสองได้รับการปล่อยตัวแล้ว เนื่องจากระยะเวลาการรับโทษจำคุก ชดใช้ครบถ้วนตามกำหนดโทษ สำหรับ จำเลยที่ 6 นายภัทรนนท์ บุญชู และ จำเลยที่ 8 น.ส.มินช์ญารัศน์ พชระมารกุล ศาลพิพากษายกฟ้อง รวมถึงยกฟ้องจำเลยทั้งหมดในข้อหาสมคบกันซ่องโจรและข้อหาอื่น ๆ
อ่านข่าว :
"สี จิ้นผิง" เยือนสหรัฐฯ "ทรัมป์" รอต้อนรับถึงสนามบิน
"เนเน่ รอยัล" คว้าแชมป์ AGT 2026 สร้างประวัติศาสตร์คนไทยบนเวทีโลก
กองประกวด "มิสยูนิเวิร์สกัมพูชา" แจงปมใช้ภาพหญิงไทย อ้างตรวจสอบที่มาไม่เพียงพอ
