วันนี้ (16 ก.ย.2569) กลุ่ม สว.สำรอง เดินทางยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา สนามหลวง เพื่อคัดค้านคำวินิจฉัยและมติของ กกต. กรณียกคำร้อง 3 ข้อกล่าวหา คดีฮั้ว สว. โดยให้เหตุผลว่า พยานหลักฐานไม่เพียงพอ
พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว ตัวแทนกลุ่ม เปิดเผยว่า ทั้ง 3 ข้อกล่าวหาที่ยกคำร้อง โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่ 3 ซึ่ง กกต. ชี้แจงว่าโพยไม่ผิดนั้น ตนเองยืนยันได้ว่ามีขบวนการในการจัดทำขึ้น และโพยฉบับแรกที่ตนเองไปพบนั้นถือเป็นโพยฉบับแรกที่ไม่มีการต่อเติมเสริมแต่งขึ้นมา จึงถือเป็นข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริง แต่เมื่อ กกต. พยายามวินิจฉัยเป็นความผิดส่วนบุคคล จึงมองว่า กกต. ไม่วินิจฉัยตามพยานหลักฐาน
โดยสรุปแล้วทั้ง 77 ราย กกต. วินิจฉัยในลักษณะของคดีอาญาเป็นหลัก แต่ยังมีความผิดตามมาตรา 62 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ที่ระบุว่า เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ศาลจะต้องยื่นคำร้องเพื่อเพิกถอนสิทธิการเลือกของผู้ที่ได้มาโดยไม่สุจริตเที่ยงธรรม ซึ่ง กกต. ไม่ได้พูดถึงมาตรา 62 เลย หรือเจตนาจะปล่อยปละละเลยหรือไม่ จึงถือว่า กกต. ไม่ปฏิบัติไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งไม่เป็นไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน
ในส่วนนี้จึงถือว่า กกต. ได้ละเมิดตามมาตรา 32 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา กำหนดไว้ว่า กกต. หรือเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ทำให้การเลือก สว. เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม หากละเลยหรือหลีกเลี่ยงไม่ให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบถือว่ามีความผิด ระวางโทษจำคุก 10 ปี
วันนี้กลุ่ม สว. สำรอง จึงใช้สิทธิในการยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาได้ภายใน 3 วัน ตามมาตรา 44 โดยจะขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนคำวินิจฉัยที่ กกต. วินิจฉัยว่า ผู้เกี่ยวข้องที่ถูกกล่าวหาในข้อกล่าวหาที่ 1-3 ที่บอกว่าไม่ผิด ขอให้เพิกถอนคำสั่งนี้ และขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยใหม่ และขอให้ไต่สวนว่าเมื่อมีการทุจริตเป็นรูปแบบหรือขบวนการที่ทำให้การเลือก สว. ไม่สุจริตเที่ยงธรรม ต้องให้ กกต. ดำเนินการพิจารณา สว. 138 คน และส่งมาให้ศาลฎีกาใหม่
โดยสรุปคือ ขอให้ศาลไต่สวน หากไม่ถูกต้องขอให้ศาลสั่งให้ กกต. ทบทวนเหมือนทำการบ้านส่งขึ้นมาใหม่
สว.สำรองฟ้องศาลฎีกาค้าน มติ กกต.คดีฮั้ว ชี้วินิจฉัยไม่รอบด้าน
พล.ต.ท.คำรบ ระบุว่า คาดหวังว่าศาลให้ความเมตตาในการพิจารณารับคำร้องในวันนี้และเปิดองค์คณะไต่สวนเพื่อพิสูจน์ความจริงในเรื่องของการวินิจฉัยของ กกต. และยอมรับว่าไม่หนักใจที่ กกต. มีการเตรียมความพร้อมไว้อยู่แล้วว่าจะมีการฟ้องร้อง เพราะการที่มาร้องในวันนี้ได้มีการคาดการณ์ไว้แล้ว มีการร่างหนังสือมาเป็นเดือน
ส่วนการที่ กกต. ชุดใหญ่ มีความพยายามโยนความผิดให้อนุกรรมการชุด 36 ที่อ้างว่าพยานหลักฐานมาไม่ถึง กกต. ใหญ่ ชุดใหญ่ จึงอ้างว่าไม่มีพยานหลักฐานที่สามารถพิจารณาความผิดได้ พล.ต.ท.คำรบ ระบุว่า ในฐานะผู้บริหารต้องไม่โทษหรือโยนความผิดให้ใคร ต้องมีการวินิจฉัยหรือพิจารณาให้รอบคอบ เมื่อผู้บริหารตัดสินใจหรือวินิจฉัยแล้วต้องรับผิดชอบในส่วนที่วินิจฉัยด้วยตัวเอง
ส่วนกรณีหากคดีถึงที่สุดและศาลรับคำร้องสั่ง สว. 26 คน หยุดปฏิบัติหน้าที่ กลุ่ม สว.สำรอง ยินดีรับตำแหน่งหรือไม่ พล.ต.ท.คำรบ ระบุว่า แม้ผลจะออกมาอย่างไรก็น้อมรับ เพราะที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้สังคมตระหนักถึงความไม่ชอบธรรมในการเลือกตั้ง สว. ครั้งที่ผ่านมา ดังนั้นทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย
ทั้งนี้กลุ่ม สว. สำรอง ได้อ่านแถลงการณ์ระบุว่า ประเด็นสำคัญคือ ขอให้ศาลตรวจสอบพยานหลักฐานทั้งหมด โดยเห็นว่า มาตรา 62 ใช้เกณฑ์หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกอาจไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม ไม่จำเป็นต้องถึงระดับพิสูจน์ความผิดทางอาญา และการตรวจสอบไม่ควรจำกัดเฉพาะหลักฐานการจ่ายเงิน แต่รวมถึงพฤติการณ์และความเชื่อมโยงของเครือข่ายด้วย
สว. สำรอง ย้ำว่า การยื่นคำร้องไม่ได้มุ่งช่วยบุคคลใดหรือกดดันศาล แต่ต้องการให้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานได้รับการตรวจสอบอย่างครบถ้วน เพื่อรักษาความสุจริตเที่ยงธรรมของกระบวนการเลือก สว.
อ่านข่าว :
กกต.เปิดผลลงมติข้อกล่าวหา 1-2 คดีฮั้ว สว. "อนุทิน-เนวิน-ภราดร" คะแนนไม่ส่งฟ้อง 5 : 2 เสียง
เปิดเบื้องหลังมติ กกต.คดีฮั้ว สว.พบ 26 สว.ถูกฟ้องด้วยมติ 4 : 3 เสียง
"สิทธิโชติ-ชาย" 2 เสียงข้างน้อย กกต.เปิดเหตุลงมติส่งฟ้อง กก.บห.-สส.คดีฮั้ว สว.
