"โรคประจำถิ่น" หมายถึงอะไร แล้วโควิด-19 วันนี้ต้องกังวลแค่ไหน?

สังคม
09:30
จำนวนผู้ชม 225
Thai PBS
"โรคประจำถิ่น" หมายถึงอะไร แล้วโควิด-19 วันนี้ต้องกังวลแค่ไหน?

เมื่อพูดถึง "โรคประจำถิ่น" หลายคนอาจเข้าใจว่าเป็นโรคที่ไม่รุนแรง หรือไม่จำเป็นต้องเฝ้าระวังอีกต่อไป โดยเฉพาะเมื่อมีการกล่าวถึงว่าโควิด-19 เข้าสู่ระยะโรคประจำถิ่นแล้ว จึงอาจเกิดคำถามว่า หากโรคกลายเป็นโรคประจำถิ่นแล้ว เราสามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการติดเชื้ออีกหรือไม่

กรณีโควิด-19 เป็นตัวอย่างที่ช่วยให้เห็นภาพของคำว่า "โรคประจำถิ่น" ได้ชัดเจนขึ้น เพราะแม้สถานการณ์จะเปลี่ยนจากช่วงการระบาดใหญ่ แต่เชื้อยังคงหมุนเวียนอยู่ในประชากร และยังสามารถทำให้เกิดการติดเชื้อและอาการป่วยได้ โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ออาการรุนแรง

แล้ว "โรคประจำถิ่น" จริง ๆ หมายถึงอะไร แตกต่างจาก "โรคระบาด" อย่างไร และการที่โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น หมายความว่าเราควรใช้ชีวิตและรับมือกับโรคนี้อย่างไร ชวนทำความเข้าใจไปพร้อมกัน

โรคประจำถิ่น หรือ Endemic หมายถึงอะไร

โรคประจำถิ่น หรือ Endemic ในทางระบาดวิทยา คือ โรคหรือเชื้อโรคที่ยังคงพบหรือหมุนเวียนอยู่เป็นประจำในพื้นที่หรือประชากรกลุ่มหนึ่ง โดยระดับการเกิดโรคอาจแตกต่างกันไปตามช่วงเวลา ฤดูกาล หรือปัจจัยอื่น ๆ

โรคประจำถิ่นอาจมีผู้ป่วยจำนวนมากหรือน้อย และอาจทำให้เกิดอาการรุนแรงหรือเสียชีวิตได้ ดังนั้น การที่โรคหนึ่งถูกจัดอยู่ในภาวะโรคประจำถิ่น ไม่ได้หมายความว่าโรคนั้นปลอดภัยแล้ว หรือประชาชนไม่จำเป็นต้องป้องกันตัวเอง

โรคระบาด กับ โรคประจำถิ่น แตกต่างอย่างไร

ในการอธิบายสถานการณ์ของโรคทางระบาดวิทยา มักใช้คำว่า Endemic, Epidemic และ Pandemic เพื่ออธิบายลักษณะ ขอบเขต และรูปแบบการเกิดของโรคในประชากรและพื้นที่ แต่ละคำมีความหมายแตกต่างกัน

1. การระบาดใหญ่ทั่วโลก (Pandemic) เป็นการระบาดของโรคที่แพร่กระจายไปในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ขนาดใหญ่ ครอบคลุมหลายประเทศหรือหลายทวีป และส่งผลกระทบต่อประชากรในวงกว้าง

2. โรคประจำถิ่น (Endemic) คือการที่โรคหรือเชื้อโรคยังคงพบอยู่เป็นประจำในพื้นที่หรือประชากรกลุ่มหนึ่ง โดยระดับการเกิดโรคอาจเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา ฤดูกาล หรือปัจจัยอื่น ๆ

3. โรคระบาด (Epidemic) คือภาวะที่พบผู้ป่วยหรือการเกิดโรคมากกว่าระดับที่คาดหมายตามปกติในพื้นที่หรือประชากรกลุ่มหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง

ดังนั้น ทั้ง 3 คำไม่ได้หมายถึง "โรคที่รุนแรงมาก-ปานกลาง-น้อย" แต่เป็นคำที่ใช้อธิบาย ลักษณะและรูปแบบของการเกิดและการแพร่กระจายของโรค

ตัวอย่างโรคประจำถิ่นในประเทศไทย

ในประเทศไทยมีโรคติดเชื้อหลายชนิดที่พบอย่างต่อเนื่อง และมีรูปแบบการเกิดแตกต่างกันไป เช่น

ไข้เลือดออก: สามารถพบได้ตลอดปี แต่จำนวนผู้ป่วยอาจเพิ่มขึ้นในบางช่วงฤดูกาล

ไข้มาลาเรีย: พบมากกว่าในบางพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ป่า

ไข้หวัดใหญ่: พบได้ตลอดปี และมักมีช่วงที่การแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล

ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การเป็นโรคประจำถิ่นไม่ได้หมายความว่าโรคจะหายไป แต่หมายถึงโรคยังคงอยู่ และมีรูปแบบการเกิดที่สามารถเฝ้าระวังและคาดการณ์ได้ในระดับหนึ่ง

โควิด-19 กับการเปลี่ยนผ่านสู่ "โรคประจำถิ่น"

โควิด-19 ยังคงถูกอธิบายในบริบทของโรคที่มีการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องในประชากร และสถานการณ์ได้เปลี่ยนผ่านจากช่วงการระบาดใหญ่ทั่วโลก

ข้อมูลสถานการณ์ที่กรมควบคุมโรครายงานเมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2569 ระบุว่า โควิด-19 ยังคงพบผู้ป่วยในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเชื้อยังคงหมุนเวียนอยู่ในประชากร และสามารถพบการติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นช่วง ๆ

อย่างไรก็ตาม การเป็นโรคประจำถิ่นไม่ได้หมายความว่าโควิด-19 จะมีรูปแบบการระบาดหรือฤดูกาลที่เหมือนเดิมทุกปีอย่างแน่นอน

โควิด-19 มีแนวโน้มตามฤดูกาล แต่ยังไม่เห็นรูปแบบที่ชัดเจน

พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค ระบุเมื่อวันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา ว่า ตัวอย่างของโรคประจำถิ่นที่พบ เช่น ไข้เลือดออก หรือไข้หวัดใหญ่ ซึ่งจะระบาดขึ้นมาได้เป็นครั้งคราว แต่สิ่งหนึ่งที่ต่างออกไปคือ ณ ตอนนี้เรายังไม่เห็นภาพการระบาดตามฤดูกาล ที่ชัดเจนของโควิด-19

พร้อมยกตัวอย่างในปีที่ผ่านมา พบการติดเชื้อเพิ่มขึ้นในช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนเดินทางและรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก พญ.จุไรระบุว่า ขณะนี้ไวรัสอาจอยู่ในช่วงปรับตัว และอาจต้องใช้เวลาอีกระยะจึงจะเห็นรูปแบบการระบาดตามฤดูกาลที่ชัดเจนขึ้น

สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย ปี 2569

แม้โควิด-19 จะอยู่ในบริบทของโรคประจำถิ่น แต่สถานการณ์การติดเชื้อยังคงต้องเฝ้าระวัง

ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 31 ส.ค. 2569 พบผู้ป่วยสะสม 99,691 คน เสียชีวิต 15 คน คิดเป็นอัตราป่วยตายร้อยละ 0.02

ผู้ป่วยพบได้ในทุกช่วงอายุ โดยอัตราป่วยสูงสุดอยู่ในกลุ่มเด็กอายุ 0–4 ปี รองลงมาคือกลุ่มอายุ 30–39 ปี และ 20–29 ปี ขณะเดียวกัน โรคติดเชื้อทางเดินหายใจอื่น ๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่และ RSV ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า แม้โควิด-19 จะไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เดียวกับช่วงการระบาดใหญ่ แต่โรคยังคงเกิดขึ้นและจำเป็นต้องติดตามควบคู่ไปกับโรคติดเชื้อทางเดินหายใจอื่น ๆ

สายพันธุ์เปลี่ยน ไม่ได้แปลว่าโรครุนแรงขึ้นเสมอไป

สำหรับสายพันธุ์โควิด-19 ที่เฝ้าระวังในประเทศไทย ข้อมูล (1 ก.ย.2569) พบว่า โอมิครอนสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลักที่พบ โดยพบ 524 คน หรือร้อยละ 50.14 และมีการพบต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2568

อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบหลักฐานว่าสายพันธุ์ดังกล่าวทำให้เกิดโรครุนแรงเพิ่มขึ้น โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไป

ดังนั้น การพบสายพันธุ์ย่อยหรือการเปลี่ยนแปลงของเชื้อไม่ได้หมายความว่าโรคจะรุนแรงขึ้นทุกครั้ง สิ่งสำคัญคือการติดตามข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขและประเมินความเสี่ยงตามสถานการณ์จริง มากกว่ากังวลจากชื่อสายพันธุ์เพียงอย่างเดียว

โรคประจำถิ่นแล้ว ต้องป้องกันตัวเองหรือไม่

คำตอบคือ ยังต้องป้องกัน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง อาการโควิด-19 ที่พบในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นอาการของระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย และอ่อนเพลีย ซึ่งอาจมีลักษณะคล้ายกับโรคติดเชื้อทางเดินหายใจทั่วไป

หากมีอาการป่วย ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ลดการใกล้ชิดผู้อื่น และสังเกตอาการของตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อจำเป็นต้องอยู่ร่วมกับผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ

สำหรับกลุ่ม 608 ได้แก่ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง ได้แก่ โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคอ้วน โรคมะเร็ง และโรคเบาหวาน ยังคงเป็นกลุ่มที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ เพราะมีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรงมากกว่าประชาชนทั่วไป

การป้องกันพื้นฐาน เช่น สวมหน้ากากเมื่อมีอาการป่วยหรืออยู่ในสถานที่แออัด ล้างมือบ่อย ๆ และลดการใกล้ชิดผู้อื่นเมื่อป่วย ยังมีส่วนช่วยลดการแพร่เชื้อได้ หากมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก เหนื่อยหอบ แน่นหน้าอก ซึมลง หรืออาการทรุดลง ควรรีบพบแพทย์

ความจำเป็นและแนวทางการฉีดวัคซีนโควิด-19

นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค ระบุว่า ที่ผ่านมาประชากรมีภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อและการฉีดวัคซีน ขณะที่แนวทางการรักษาและการดูแลผู้ป่วยพัฒนาขึ้น ทำให้ผลกระทบของโรคต่อระบบสาธารณสุขลดลงเมื่อเทียบกับช่วงการระบาดใหญ่

จากปัจจัยดังกล่าวแนวทางการฉีดวัคซีนในปัจจุบันจึงมุ่งเน้นการป้องกันกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรครุนแรง โดยพิจารณาตามคำแนะนำของหน่วยงานสาธารณสุขและความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

ขณะที่ พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ เสริมข้อมูลในประเด็นนี้ว่า ขณะเดียวกัน เชื้อโควิด-19 ก็มีการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) มีการทบทวนองค์ประกอบของวัคซีนโควิด-19 เป็นระยะตามการเปลี่ยนแปลงของเชื้อและหลักฐานทางวิชาการ

"โรคประจำถิ่น" คือการอยู่ร่วมกับโรค ไม่ใช่การเลิกระวังโรค

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับคำว่า "โรคประจำถิ่น" ไม่ใช่ "โรคที่ไม่อันตราย" แต่คือ โรคที่ยังคงอยู่ในประชากร และมีรูปแบบการเกิดที่สามารถติดตามและคาดการณ์ได้ในระดับหนึ่ง

โควิด-19 จึงไม่ได้หายไปเพียงเพราะสถานการณ์เปลี่ยนผ่านจากช่วงการระบาดใหญ่ และการมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็นช่วง ๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะกลับไปสู่สถานการณ์การระบาดใหญ่เหมือนในอดีตโดยทันที

สิ่งสำคัญคือการติดตามสถานการณ์อย่างมีข้อมูล ไม่ตื่นตระหนก แต่ก็ไม่ละเลยการป้องกัน โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในช่วงที่โรคติดเชื้อทางเดินหายใจแพร่กระจายได้ง่าย

เพราะ "โรคประจำถิ่น" ไม่ได้แปลว่าโรคหมดความสำคัญ แต่สะท้อนถึงการที่โรคยังคงหมุนเวียนอยู่ในประชากร และจำเป็นต้องเฝ้าระวัง ป้องกัน และรับมือกับโรคตามระดับความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง

อ้างอิงข้อมูล : แถลงสถานการณ์ "โควิด-19" โดยกรมควบคุมโรค เมื่อวันที่ 1 ก.ย.2569, PRT : คลังสารสนเทศรัฐสภา

อ่านข่าว

สหรัฐฯ เปิดฉากถล่มอิหร่านรอบใหม่ อ้างตอบโต้ปมพยายามโจมตีเรือขนส่งสินค้า

กรมอุตุ เตือนฉบับ 1 ฝนหนักถึงหนักมาก 4–7 ก.ย. เหนือ-อีสาน เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน

สภาพอากาศวันนี้ ทั่วไทยมีฝนฟ้าคะนอง เหนือ-อีสาน-ตะวันออก ตกหนักบางแห่ง