สำนักงานปราบปรามอาชญากรรมยาเสพติดอินโดนีเซีย เผยแพร่ภาพจากกล้องวงจรปิด ที่สนามบินในกรุงจาการ์ตา เมื่อวันที่ 28 ก.ค.2569 ซึ่งปรากฏภาพนักบินสายการบิน Malaysia Airlines คนหนึ่ง เดินไปรับกระเป๋าเดินทางสีเทา จากนั้นเข้ารับการตรวจกระเป๋าผ่านช่องทางของลูกเรือ แต่เมื่อเอกซ์เรย์แล้ว เจ้าหน้าที่ขอตรวจค้นกระเป๋าอีกรอบ พบถุงบรรจุยาเสพติดซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้า โดยเป็นยาอี 70,114 เม็ด น้ำหนัก 26 กิโลกรัม และเมทแอมเฟตามีน 4 กรัม
ที่สำคัญคือขวดบรรจุของเหลวที่บรรจุปัสสาวะ ซึ่งเชื่อว่านักบินเตรียมไว้เพื่อใช้ปลอมผลตรวจ โดยจากการตรวจหาสารเสพติดพบทั้งยาอี โคเคนและเมทแอมเฟตามีน
ทางการ ระบุว่า นักบินคนดังกล่าวใช้ประโยชน์จากระบบการจัดการสัมภาระลูกเรือ โดยเขารับสารภาพว่า ได้รับการว่าจ้างเป็นเงิน 50,000 ริงกิต หรือกว่า 400,000 บาท ให้ขนยาเสพติดเข้าอินโดนีเซีย และเคยพยายามทำมาแล้ว 3 ครั้ง ซึ่งอินโดนีเซียเป็นทั้งจุดหมายปลายทาง ของเส้นทางลำเลียงยาเสพติดข้ามชาติ และเป็นทางผ่านไปยังออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
ข้อมูลจากสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ชี้ว่า เมื่อปี 2568 อินโดนีเซีย ยึดยาไอซ์ได้มากกว่า 12,000 กิโลกรัม เพิ่มขึ้นจากปี 2567 กว่า 80% ยึดยาอีได้มากกว่า 2.3 ล้านเม็ด กัญชากว่า 500,000 กิโลกรัม ซึ่งยังไม่รวมต้นกัญชา อีกมากกว่า 100,000 กิโลกรัม นอกจากนี้ ยังมียาเสพติดอีกหลายประเภท ทั้งเคตามีน โคเคน เฮโรอีน และอื่นๆ
ทางการอินโดนีเซีย เชื่อว่านักบินคนดังกล่าวอาจเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายค้ายาข้ามชาติ และคาดว่าผู้ร่วมขบวนการอาจยังอยู่ในกรุงจาการ์ตา ขณะที่สายการบิน Malaysia Airlines ยืนยันว่า จะให้ความร่วมมือกับทางการอย่างเต็มที่ ท่ามกลางการตั้งคำถามถึงความหละหลวม ของการตรวจสอบนักบินและลูกเรือของสายการบินต่างๆ
ด้านสำนักงานควบคุมและปกป้องพรมแดนมาเลเซีย ชี้แจงว่า การตรวจคัดกรองผู้โดยสารและลูกเรือ ที่สนามบินในวันเกิดเหตุเป็นไปตามปกติ และไม่พบสิ่งต้องสงสัยใดๆ ซึ่งต้องตรวจสอบเพิ่มเติมว่า ยาเสพติดรอดการตรวจค้นของสนามบินไปได้อย่างไร
แต่ในขณะเดียวกัน มาเลเซียยืนยันถึงความปลอดภัยของสนามบิน โดยระบุว่า เจ้าหน้าที่สกัดการลักลอบขนของผิดกฎหมายได้กว่า 30 ครั้งในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 หลังจากมีเสียงวิจารณ์ถึงช่องว่างระหว่างการตรวจสอบของสนามบิน เพื่อค้นหาอาวุธ วัตถุระเบิดและสิ่งของที่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัย กับการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ศุลกากรที่ตรวจหายาเสพติด
ปัญหายาเสพติดในอาเซียนถือว่ารุนแรงมากขึ้นในภาพรวม เช่น เมทแอมเฟตามีน เมื่อปี 2568 หลายประเทศยึดได้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะมาเลเซียที่ตัวเลขเพิ่มขึ้นเกือบ 270% ฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นกว่า 158% ส่วนไทยเพิ่มขึ้นน้อยกว่า แต่ในแต่ละปีไทยยึดยาเสพติดได้ในปริมาณที่สูงกว่าประเทศอื่นหลายเท่าตัว ขณะที่สิงคโปร์ เวียดนาม บรูไนและกัมพูชา ยึดเมทแอมเฟตามีนได้ลดลงเมื่อปี 2568
แม้ตัวเลขของบางประเทศ จะไม่ได้ดูรุนแรงเท่ากับประเทศอื่นๆ แต่ไม่ได้รับประกันว่า สถานการณ์ปัญหายาเสพติดในประเทศนั้นๆ จะดีกว่าประเทศอื่นๆ อย่างเมียนมา ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองและความขัดแย้ง เป็นปัจจัยที่ผลักดันให้มีการผลิตยาเสพติดในประเทศเพิ่มมากขึ้น
จับตา "ปราโบโว" ยกปราบยาเสพติดเป็นวาระพัฒนาชาติ
การปราบปรามยาเสพติดเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลหลายประเทศ รวมถึงอินโดนีเซีย ซึ่งปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ย้ำถึงความสำคัญของการต่อสู้กับยาเสพติด
ผู้นำอินโดนีเซีย ระบุว่า อินโดนีเซียจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว แข็งแกร่งและได้รับการเคารพจากนานาประเทศไม่ได้ หากคนรุ่นใหม่ยังตกเป็นทาสยาเสพติด ซึ่งเขามองว่า การปราบยาเสพติดเป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ ที่จะช่วยรับประกันการพัฒนาที่ยั่งยืน และปกป้องอนาคตของประเทศ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ Golden Indonesia 2045
ปัจจุบัน มีชาวอินโดนีเซียอายุ 15-64 ปี ติดยาเสพติดมากกว่า 4.15 ล้านคน ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อินโดนีเซียมีกฎหมายลงโทษ ผู้กระทำความผิดในคดียาเสพติดที่เข้มงวดที่สุดประเทศหนึ่งของโลก โดยโทษสูงสุดคือประหารชีวิต ซึ่งจากข้อมูลทางการพบว่า ขณะนี้มีชาวต่างชาติต้องโทษประหารชีวิตจากคดียาเสพติดในอินโดนีเซีย ประมาณ 90 คน และชาวอินโดนีเซียอีกมากกว่า 400 คน
อ่านข่าว :
"สุวรรณภูมิ" แจงเหตุบานปลายปมแฟนคลับตามศิลปินจีน
ข้อเสนอภาคประชาสังคม"มิน ออง ไลง์" เยือนไทย
สหรัฐฯ ส่งสัญญาณบวก จ่อบรรลุข้อตกลงกับอิหร่าน เปิดช่องแคบฮอร์มุซ









