วันนี้ (26 ก.ค.2569) เวที ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. - เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว.(ภาค 2) ที่จัดโดยฝ่ายค้าน ในช่วงที่ 3 ที่นักวิชาการและนักการเมือง พูดถึงการฮั้ว สว. นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.พรรคประชาธิปัตย์, ศ.ศิริพรรณ นกสวน สวัสดี นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ไอลอว์
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวตอนหนึ่งบนเวที เจาะลึกหลักฐานเกี่ยวกับคดีโกง สว. ภาค 2 จัดโดยคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ว่า ขอฝากไปยังนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ก่อนหน้านั้นระบุว่า ข้อมูลของฝ่ายค้านจะนำไปพิจารณาว่าอยู่ในสำนวนหรือไม่ หากอยู่ในสำนวนคือเรื่องที่กำลังพิจารณา
ทั้งนี้สิ่งที่นายแสวงระบุ เหมือนว่าสิ่งใดที่ไม่อยู่ในสำนวนแค่รับฟัง กับการพูดหรือเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ กกต. ทุกวันนั้นนายแสวงจะไม่สนใจ ซึ่งเท่ากับว่า กกต. จะทำผิดกฎหมาย พ.ร.ป. ว่าด้วย กกต. ที่ใช้ระบบสืบสวนหาข้อเท็จจริงด้วยระบบไต่สวน คือ แสวงหาข้อเท็จจริง ดังนั้นนายแสวงต้องแสวงหาข้อเท็จจริง
"ผมขอฝากไปยัง กกต. หากปฏิเสธการแสวงหาข้อเท็จจริงในกระบวนการไต่สวน วันหนึ่งหากตัดสินใจไปในทางที่ไม่ฟ้อง หรือ ไม่ยื่นศาลคดีฮั้ว สว. เจอ 157 แน่นอน และหากเจออย่าลืมคดีของ คุณวาสนา เพิ่มลาภ ในอดีตด้วย ทั้งนี้เป็นประเด็นใหญ่และเชื่อว่าจะมีคนออกมาให้ข้อเท็จจริงอีกมาก จึงเป็นหน้าที่ของ กกต. ชุดใหญ่ แสวงหาข้อเท็จจริงในกระบวนการไต่สวนทั้งหมด นอกจากนั้น มองว่า กกต. ไม่มีทางอื่นนอกจากส่งศาล ขณะที่กระบวนการที่ผิดปกติ และมีข้อพิรุธต่อการทำงานของ กกต. ที่ไม่รับสำนวนของดีเอสไอ หรือข้อมูลใหม่ ๆ ถือว่า กกต. เป็นองค์กรที่ไม่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน จึงต้องส่งศาลเท่านั้น" นายสาทิตย์ กล่าว
นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า ขณะที่พบมีประเด็นข่มขู่พยาน วิปฝ่ายค้านต้องแสวงหาความร่วมมือเพื่อคุ้มครองพยานเพื่อให้เรื่องนี้เดินไปสู่ข้อเท็จจริง เพราะการฮั้ว สว. คือ รัฐประหารประชาธิปไตยที่ปล่อยไว้ไม่ได้
"ยิ่งชีพ" เปิดข้อมูลเส้นทางเงิน อ้างผู้ช่วย สส. โอนเงินให้ผู้สมัคร สว. 10 คน
ศ.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองในแง่กฎหมายว่า พยานได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 34 ของรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และมาตรา 41 ที่ระบุว่า สาธารณชนมีสิทธิที่จะได้รับรู้ข่าวสารที่กระทบต่อความจำเป็นที่สาธารณชนควรรับทราบ มีการใช้เครือข่ายอิทธิพล การใช้เทคโนโลยี ซึ่งผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับนักการเมืองนั้น คล้ายกับการโกงข้อสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น โดยเชื่อว่าสามารถส่งคดีไปยังศาลฎีกาได้เมื่อมีเหตุพึงเมีเหตุอันควรเชื่อได้
"เห็นว่า ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ส่วนตัวมองว่า เป็นความพยายามใช้โครงข่ายอิทธิพล เพื่อยึดกลุ่มอำนาจรัฐ คือความน่ากลัวที่สุด กฎหมายมี 2 ระดับ คือ 1.กฎหมายการได้มาซึ่ง สว. จะจบที่ศาลฎีกาและ 2.กฎหมายอาญาที่คณะ 26 ของ กกต. พิจารณาเรื่องอั้งยี่ซ่องโจร" ศ.สิริพรรณ กล่าว
ศ.สิริพรรณ กล่าวถึงข้อกังวลเกี่ยวกับความไม่ไว้วางใจของผู้ใช้อำนาจตามกฎหมายว่า จุดหมายปลายทางนี้จะอยู่ตรงไหน โดยมองว่า มีความเป็นไปได้ 3 ทาง ได้แก่ 1.สั่งฟ้องตามข้อมูลที่ตรวจสอบได้ หากฟ้องทั้งหมดจะเป็นชัยชนะของสังคมไทยที่ได้เห็นการพิสูจน์หลักฐานในชั้นศาลฎีกา 2.ไม่ฟ้องเลยคือยกคำร้องทั้งหมด จะกลายเป็นการตั้งคำถามและความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจต่อกระบวนการตรวจสอบ และเป็นความสูญเสียของสังคมเรื่องความชอบธรรมของสภาสูง
และ 3.แนวทางตรงกลางฟ้องบางส่วน มีความเป็นไปได้สูง และย้ำว่าเรื่องนี้จะต้องยุติลงก่อนเลือก สว. ครั้งหน้าด้วยการแก้รัฐธรรมนูญ หรืออย่างน้อยแก้รัฐธรรมนูญรายมาตราว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. เชื่อว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย แต่จะทำให้ใครบางคนต้องมีความรับผิดชอบหรือไม่ โดยต้องการเห็นกระบวนการสั่งฟ้องตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ
ต้นไม้พิษถ้าตัดปลายกิ่งของกิ่งที่เป็นพิษ แต่รากแก้วที่เป็นพิษยังอยู่ รากแก้วสักวันหนึ่งจะแตกหน่อออกมาสร้างมลพิษต่อ แต่หากเล็มกิ่งพิษของต้นไม้บางส่วนออก อย่างไรก็ยังคงไว้ซึ่งเสียงข้างมากของ สว. และคงไว้ซึ่งจำนวน สว. จะเป็นตัวค้ำยันรัฐธรรมนูญที่เขาต้องการนั่นก็คือ 1 ใน 3 และ สว. อาจถูกบูชายันต์ให้เป็นผู้สละตำแหน่งได้ ซึ่ง สว. สำรองก็จะขึ้นมา
นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ไอลอว์ กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีจะดำเนินคดีกับตนว่า ถือเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ เพราะแทนที่จะชี้แจงข้อเท็จจริง กลับเลือกฟ้องผู้ตั้งคำถาม พร้อมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า เคยพบหรือพูดคุยกับ นางกุสุมาวดี ตามที่ถูกกล่าวอ้างหรือไม่ และเคยเดินทางไปยังโรงแรมย่านรางน้ำจริงหรือไม่ พร้อมยังเรียกร้องให้ผู้ที่ถูกพาดพิงหลายรายออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง
นายยิ่งชีพ ยังเปิดเผยข้อมูลเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับ นายสุบิน ผู้ต้องหาในคดีฟอกเงินและอั้งยี่ โดยอ้างว่า มีการโอนเงินผ่านผู้ช่วย สส. ไปยังผู้สมัคร สว. 10 คน ในอำเภอเดียวกัน ช่วงวันที่ 15–16 มิ.ย.2567 รวมมูลค่าประมาณ 38,000 บาท ส่วนใหญ่ได้รับคนละประมาณ 2,000 บาท และมี 1 คนได้รับ 8,000 บาท ซึ่งมี ข้อมูลในการโอนเงินหลากหลาย อาทิ ชำระหนี้ ค่าซ่อมรถ ค่าปุ๋ยทุเรียน ค่าเช่ารถตู้ ค่าเช่าพระ รวมถึงค่าบริการนวด พร้อมเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง กับขบวนการนี้ออกมาชี้แจง หากยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินดังกล่าว
"ยิ่งชีพ" เปิดข้อมูลเส้นทางเงิน อ้างผู้ช่วย สส. โอนเงินให้ผู้สมัคร สว. 10 คน
"ยิ่งชีพ" ไม่หวั่นโดนฟ้อง ลั่น พร้อมสู้คดี-ย้ำไม่มีเจตนาหมิ่น
นายยิ่งชีพ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนหลังเสร็จสิ้นการจัดกิจกรรม โดยกล่าวถึงการเตรียมการหลังจากที่ถูกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยยื่นฟ้องหมิ่นประมาทว่า ยังมีข้อมูลที่รอเปิดเผยเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว. หลังจากนี้ ซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับขบวนการฮั้ว สว. ใหญ่มากมหาศาล จากที่มีอยู่ในสำนวนของ กกต. และ ดีเอสไอ จำนวน 90,000 หน้า ส่วนที่ภาคประชาชนเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่ง 5% หาก กกต. สั่งฟ้องข้อมูลจะอยู่ในชั้นศาลกระบวนการยุติธรรม แต่หากผู้ต้องหาคนไหนยกฟ้องทั้งที่มีพยานหลักฐาน ชัดเจน ไม่มีทางอื่นนอกจากนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาเปิดเผย
เมื่อถามว่า นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชวนไปเที่ยว จ.อำนาจเจริญ นายยิ่งชีพกล่าวว่า หากชวนไปเที่ยวก็ยินดีที่จะไป หากเป็นหมายเรียกแจ้งความก็ไม่เป็นไร ก็ต้องว่าไปตามข้อเท็จจริง ยืนยันว่า หากไม่จริงให้ชี้แจงก็จบ เพราะทั้งหมดเชื่อว่านางสุขสมรวยต่างรู้ดี
ส่วนกรณีพยานบุคคล และพยานหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงิน ยังไม่มีความจำเป็นที่ต้องเปิดเผย เว้นแต่ว่า ศาลสั่งไม่ฟ้องแล้วคดีจบ ส่วนพยานบุคคลจะน่าเชื่อถือหรือไม่อยู่ที่วิจารณญาณของแต่ละคน แต่ยืนยันว่า มีพยานบุคคลและมีเยอะ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า พร้อมหรือไม่หากต้องโดนฟ้องร้องเพิ่มอีก นายยิ่งชีพ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา เพราะมีที่มาของข้อมูลและเมื่อนำเสนอแล้วหากมีใครชี้แจงว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรก็ตรวจสอบ ถูกบ้างผิดบ้างก็ว่ากันไป ทั้งนี้ไม่มีความกังวลหากต้องเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาที่ผู้เสียหายได้แจ้งความเอาไว้
"ไม่ได้มีเจตนาที่จะให้ร้ายหรือหมิ่นประมาทใคร ทั้ง 9 ท่าน ที่เอ่ยชื่อไปแล้ว มีข้อมูลที่เกี่ยวกับท่านเยอะกว่านี้อีกเยอะ ผมยังไม่ได้พูดทั้งหมดเพราะว่าไม่มีความจำเป็น อยากฝากฝ่ายค้านไปตรวจสอบและนำเสนอมากกว่า นอกจาก 9 คนก็ยังมีอีกหลายคนที่เกี่ยวข้องชัดเจน ดังนั้นหากต้องถูกดำเนินคดีจะต้องนำเสนอต่อศาล" นายยิ่งชีพกล่าว
และนายยิ่งชีพกล่าวทิ้งท้ายว่า ไม่ได้มีอำนาจทำอะไรได้มากกว่านี้ส่วนคนที่มีอำนาจคือฝ่ายค้าน ที่จะต้องใช้กระบวนการสภาที่บีบให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมาตอบคำถาม ซึ่งหากไม่ตอบคำถามก็ไม่สามารถทำอะไรได้ แต่ยังมีข้อมูลที่จะนำเสนอต่อสาธารณะในโอกาสต่อไป แต่หาก กกต. มีมติคำฟ้องโดยเร็วข้อมูลจะถูกนำเสนอต่อศาลในกระบวนการยุติธรรมก็จะเลิกพูด แต่จะไปนั่งฟังในศาล
อ่านข่าว :
"พริษฐ์" เปิดหลักฐานฮั้ว สว.ภาค 2 หวั่นคดีสะดุด จี้สังคมจับตา ปม โพยใบสั่ง-จ้างคนสมัคร
เปิด 4 พยานคดีฮั้วเลือก สว. ระบุคนดีลซื้อตั๋วเครื่องบินให้-นัดที่ รร.ย่านปทุมธานี
"อนุทิน" มอบศุภชัยฟ้องหมิ่นฯ "ยิ่งชีพ" เปิดชื่อกล่าวหาฮั้วเลือก สว.
