พื้นที่สีเขียวถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของเมืองที่น่าอยู่ เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มความร่มรื่นและความสวยงามแล้ว ยังส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของประชาชนอีกด้วย องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ประชาชน 1 คน ควรมีพื้นที่สีเขียวอย่างน้อย 9 ตร.ม. จึงจะถือว่าอยู่ในสภาพแวดล้อมเมืองที่เหมาะสม
โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ พื้นที่สีเขียวมีส่วนช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและความสุขของประชาชนได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหนึ่งในวิธีเพิ่มพื้นที่สีเขียวที่ทำได้ง่ายที่สุด คือ การปลูกต้นไม้
ข้อมูลจาก Greener Bangkok ระบุว่า ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีสวนสาธารณะจำนวน 48 แห่ง และมีการผลักดันนโยบายปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงโครงการ "สวน 15 นาที" ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 492 แห่ง โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนสามารถเดินจากบ้านไปถึงสวนสาธารณะได้ภายใน 15 นาที
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ พื้นที่สีเขียวที่มีอยู่ในปัจจุบันเพียงพอสำหรับประชาชนกว่า 50 เขตของกรุงเทพมหานครแล้วหรือไม่
ข้อมูลปี 2568 พบว่า เขตบางขุนเทียนมีพื้นที่สีเขียวรวมมากที่สุดกว่า 3,700,000 ตร.ม. รองลงมาคือเขตคันนายาว 3,300,000 ตร.ม. แต่เมื่อพิจารณาสัดส่วนพื้นที่สีเขียวต่อประชากร กลับพบว่าเขตคันนายาวมีพื้นที่สีเขียวต่อคนมากที่สุด อยู่ที่ 34.77 ตร.ม./คน ขณะที่เขตดินแดงมีเพียง 1.99 ตร.ม./คน ซึ่งยังต่ำกว่าเกณฑ์ที่ WHO แนะนำไว้
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แม้กรุงเทพฯ จะมีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น แต่การกระจายตัวของพื้นที่สีเขียวยังไม่เท่าเทียม และกลายเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญที่ผู้ว่าฯ กทม. คนต่อไปจะต้องเร่งแก้ไข
เสียงสะท้อนคนกรุง อยากได้พื้นที่สีเขียวใกล้บ้านมากขึ้น
น.ส.ฟิซซา อวัน อายุ 22 ปี นักศึกษาจบใหม่ที่อาศัยอยู่ในเขตภาษีเจริญ เปิดเผยว่า พื้นที่สีเขียวและสวนสาธารณะในย่านที่เธออาศัยอยู่ยังมีน้อย เมื่อเทียบกับพื้นที่ใจกลางเมืองอย่างเขตปทุมวันที่มีสวนลุมพินี หรือเขตคลองเตยที่มีสวนเบญจกิติ เธอมองว่า พื้นที่สีเขียวไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่พักผ่อนหรือเพิ่มความร่มรื่นเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่สำหรับทำกิจกรรม พบปะผู้คน และใช้เวลาร่วมกับครอบครัว
อยากให้หลานโตมาในเมืองที่มีต้นไม้เยอะ ๆ เพื่อให้เขาได้เห็นแมลง เห็นดิน ได้สัมผัสธรรมชาติจริง ๆ เพราะการได้เห็นโลกด้วยตาตัวเองต่างจากการเรียนรู้ผ่านหน้าจอ
น.ส.ฟิซซาเล่าว่า เธอมีหลาน 2 คน จึงอยากเห็นเด็ก ๆ เติบโตในสภาพแวดล้อมที่ใกล้ชิดธรรมชาติ มากกว่าการเรียนรู้ทุกอย่างผ่านโซเชียลมีเดีย พร้อมมองว่าหากพื้นที่สีเขียวยังกระจุกตัวอยู่เฉพาะในใจกลางเมือง คนฝั่งธนบุรีและพื้นที่ชานเมืองจะต้องเสียเวลาเดินทางเป็นชั่วโมงเพื่อเข้าถึงสวนสาธารณะขนาดใหญ่ และเสนอว่า กรุงเทพฯ ควรกระจายการพัฒนาพื้นที่สีเขียวไปยังฝั่งธนบุรีและพื้นที่รอบนอกให้มากขึ้น พร้อมให้ความสำคัญกับการรับมือสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นทุกปีควบคู่กันไป
พื้นที่สีเขียวไม่ควรหยุดอยู่แค่ในสวน
ด้าน น.ส.ปุญญิศา จีรัตน์ อายุ 22 ปี บิวตี้อินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งเคยอาศัยอยู่ในเขตคลองเตยและปัจจุบันย้ายมาอยู่เขตบางรัก กล่าวว่า เธอไม่ค่อยได้ใช้พื้นที่สีเขียวมากนัก เพราะในย่านที่พักอาศัยมีสวนสาธารณะค่อนข้างน้อย และหากต้องการใช้พื้นที่สีเขียวจริง ๆ ก็ต้องเดินทางไปสวนลุมพินี เธอมองว่า แม้จะมีต้นไม้ตามถนนอยู่บ้าง แต่หลายจุดยังขาดการดูแล ทำให้ต้นไม้แห้งและดูไม่สมบูรณ์ หากได้รับการจัดการที่ดีขึ้น เมืองก็สามารถเพิ่มพื้นที่สีเขียวได้แม้ในพื้นที่จำกัด
น.ส.ปุญญิศาเห็นว่า พื้นที่สีเขียวช่วยส่งผลดีต่อสุขภาพจิต ทำให้คนเมืองรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น และหากมีต้นไม้ริมทางมากขึ้น ก็อาจช่วยให้ประชาชนหันกลับมาเดินเท้ามากขึ้น เพราะได้รับความร่มรื่นจากต้นไม้ และมองว่า หากต้นไม้ถูกกระจายอยู่ทั่วเมืองอย่างเหมาะสม ผู้คนจะสามารถเข้าถึงพื้นที่สีเขียวได้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น และช่วยให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่ยิ่งกว่าเดิม
ไม่อยากให้พื้นที่สีเขียวหยุดอยู่แค่ในสวนสาธารณะ แต่อยากให้มีอยู่ตามข้างทาง ริมถนน หรือรอบอาคารต่าง ๆ เพราะนอกจากจะทำให้เมืองสวยขึ้นแล้ว ยังช่วยให้อากาศเย็นลงด้วย
ส่องนโยบายผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เพิ่มพื้นที่สีเขียว
- นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้แคมเปญ "เมืองฟ้าอมร... and more" เสนอการนำพื้นที่รกร้างของภาครัฐและเอกชนมาพัฒนาเป็นพื้นที่สาธารณะ ทั้งสวนสาธารณะ ลานกีฬา Co-working Space, AI Hub และ Art Space
- นายภาสพงศ์ ไชยวิริยะวาณิชย์ ผู้สมัครจากกลุ่ม "กรุงเทพบินได้" เสนอแนวคิด "สวนสาธารณะทุกเขต ทุกตารางวา" ภายใต้เป้าหมายสร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองแห่งความสุข สะอาด ปลอดภัย และแข็งแรง
- นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครอิสระ เสนอชุดนโยบายด้านพื้นที่สีเขียวและความหลากหลายทางชีวภาพ โดยตั้งเป้าปลูกไม้ยืนต้นเพิ่มอีก 1,000,000 ต้น ทั่วกรุงเทพฯ เพื่อเพิ่มร่มเงา ลดอุณหภูมิ ดักจับฝุ่น และขยายพื้นที่สีเขียว นอกจากนี้ ยังมีแผนเพิ่มต้นไม้ขนาดใหญ่ตามถนนสายหลัก ปรับปรุงพื้นที่ริมทางและเกาะกลางถนนให้เป็นพื้นที่สีเขียว พร้อมดูแลต้นไม้ตามหลักรุกขกรรม รวมถึงสร้าง "สวนป่าล้อมเมือง" ให้ครบทั้ง 6 โซนของกรุงเทพฯ และเชื่อมโยงพื้นที่สีเขียวผ่านสวนหย่อมขนาดเล็ก สวนแนวยาวตามแนวคลองและทางรถไฟ รวมถึงเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างสวนสาธารณะ
- นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครจากพรรคประชาชน เสนอเป้าหมายเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ได้ 9 ตร.ม./คน ตามเกณฑ์ของ WHO ผ่านการเพิ่มพื้นที่สาธารณะหลายรูปแบบ ทั้งการเปิดใช้พื้นที่ของภาครัฐและเอกชน การจัดซื้อที่ดินรกร้างเพื่อพัฒนาเป็นสวนสาธารณะ การปลูกต้นไม้ใหญ่ริมถนนและทางเท้า รวมถึงการใช้มาตรการผังเมืองเพื่อจูงใจภาคเอกชนให้จัดสรรพื้นที่สีเขียวภายในโครงการ
- นายสมชัย เจริญวรเกียรติ ผู้สมัครอิสระ เสนอการสำรวจที่ดินรกร้างทั่วกรุงเทพฯ และประสานเจ้าของที่ดินเพื่อขอใช้หรือเช่าพื้นที่ นำมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ
จากเสียงสะท้อนของประชาชน จะเห็นได้ว่าความต้องการไม่ได้หยุดอยู่เพียงการมีสวนสาธารณะเพิ่มขึ้น แต่คือการมีพื้นที่สีเขียวที่เข้าถึงได้จริง อยู่ใกล้บ้าน และกระจายตัวอย่างทั่วถึงในทุกพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร
ขณะที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ต่างนำเสนอนโยบายที่หลากหลาย ทั้งการปลูกต้นไม้ การพัฒนาสวนสาธารณะ การใช้พื้นที่รกร้างให้เกิดประโยชน์ และการเชื่อมโยงพื้นที่สีเขียวทั่วเมือง ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ประชาชนใช้ประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งนี้
รายงาน : น.ส.ฐิตินันท์ คุ้มตะสิน นักศึกษาฝึกงาน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อ่านข่าวอื่น :
ครม.ไฟเขียวโอนงบปี 69 วงเงิน 10,300 ล้าน เติมงบกลางรับทุกวิกฤต
"พิพัฒน์" สยบลือรอยร้าว ภท. ชี้คุยกันก่อนแล้วนายกฯ ดึง EEC คุมเอง










