ชีวิตคนปั่นสัญจร “จักรยาน” : ทางเลือกที่ยังไม่ค่อยมี “ทาง” ให้เลือก

สังคม
15:05
จำนวนผู้ชม 80
Thai PBS
ชีวิตคนปั่นสัญจร “จักรยาน” : ทางเลือกที่ยังไม่ค่อยมี “ทาง” ให้เลือก

“การจราจรติดขัด” เป็นปัญหาของสังคมเมืองที่มีมาอย่างยาวนานในหลายเมืองใหญ่ทั่วโลก รวมถึงในกรุงเทพฯ ที่ขึ้นชื่อเมืองที่รถติดอันดับต้น ๆ ของโลก หลายคนคงจินตนาการภาพเช้าวันจันทร์ เรานั่งอยู่บนรถที่แทบจะหยุดนิ่งบนถนนได้ไม่ยากนัก

รถติดนำมาซึ่งปัญหามากมาย ทั้งด้านสุขภาพกายและสุขภาพใจ ยิ่งรถมาก มลพิษออกสู่เมืองก็ยิ่งมาก ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ ฝุ่นควัน มลพิษทางเสียง อีกทั้งการที่เราอยู่บนรถนาน ยิ่งส่งผลต่อสุขภาพจิต

มีงานศึกษาเมื่อปี 2025 พบว่า ผู้ขับขี่ที่ใช้เวลากับการจราจรติดขัด อาจจะทำให้มีอาการเครียดเรื้อรังได้ นอกจากนี้ยังทำให้พักผ่อนน้อยลง เนื่องจากต้องเผื่อเวลาเดินทางมากขึ้น

กรุงเทพฯ ยังเป็นเมืองที่มีรถยนต์จำนวนมาก สถิติการจดทะเบียนรถสะสมปี 2568 กรมขนส่งทางบก พบว่ากรุงเทพฯ มีรถยนต์จดทะเบียนถึง 12,302,564 คัน ซึ่งเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน จำนวนมากถึง 5,848,193 คัน (47.54%), รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล 4,454,828 คัน (36.21%) หากนำมาเทียบกับประชากรของกรุงเทพฯ ที่มี 5,422,568 คน จะพบว่าสัดส่วนรถต่อคนจะอยู่ที่ 2.27 คันต่อคน

ชีวิตคนปั่นสัญจร “จักรยาน” : ทางเลือกที่ยังไม่ค่อยมี “ทาง” ให้เลือก

ชีวิตคนปั่นสัญจร “จักรยาน” : ทางเลือกที่ยังไม่ค่อยมี “ทาง” ให้เลือก

ที่น่าสนใจคือ รายงานพฤติกรรมการเดินทางในชีวิตประจำวันของคนกรุงเทพฯ ระบุว่า คนกรุงเทพฯ เดินทางเฉลี่ยวันละ 14.38 กม.ต่อคน คนส่วนใหญ่เดินทาง 6-12 กม.ต่อวัน คิดเป็นประมาณ 3-6 กม. ต่อเที่ยว โดยเป็นผู้ใช้รถยนต์ 35%, ระบบขนส่งมวลชน 27%, รถจักรยานยนต์ 18%, เดินเท้า 12% และจักรยานเพียง 8%

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า แม้ระยะทางจะไม่ไกลมาก แต่ผู้คนก็ยังเลือกที่จะใช้รถยนต์ในการเดินทางมากที่สุด และด้วยจำนวนรถที่มากกว่าสองเท่าของประชากรกรุงเทพฯ ทำให้เกิดปัญหาการจราจร ขณะที่ในระยะทางที่สั้น สามารถทดแทนได้ด้วยการใช้จักรยาน

"จักรยาน" ทางแก้ปัญหาที่ใช่ แต่ยังไม่ปลอดภัยเท่าที่ควร

การใช้จักรยานมีข้อดีหลายด้าน ทั้งความคล่องตัว สามารถเข้าถึงตรอกซอกซอยได้ ไม่ต้องเสียเวลากับรถติดบนถนน ประหยัดค่าใช้จ่าย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยังช่วยคลาดเครียดอีกด้วย นอกจากนี้จักรยานยังเป็นตัวเชื่อมกับขนส่งสาธารณะเพื่อให้สามารถสัญจรได้ไกลขึ้น

แม้จักรยานจะมีข้อดีมากมาย แต่ก็มีปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้คนส่วนใหญ่ก็ยังเลือกใช้รถยนต์อยู่ มีการสำรวจปัญหาและอุปสรรค ในการใช้ทางเท้าและรถจักรยานในย่านธุรกิจใจกลางเมือง พบว่า คนส่วนใหญ่เป็นกังวลด้านความปลอดภัยและความขาดแคลนของจักรยานและทางเท้า

ต่อมาเป็นเรื่องสภาพอากาศที่ไม่เอื้อต่อการใช้งาน ทั้งอากาศร้อนและฝน อีกทั้งในประเทศไทยจักรยานถูกมองว่า เป็นการออกกำลังกายและการสันทนาการ มากกว่าที่จะเป็นพาหนะทางเลือกในการใช้สัญจร หรือใช้งานในชีวิตประจำวัน

ชีวิตคนปั่นสัญจร “จักรยาน” : ทางเลือกที่ยังไม่ค่อยมี “ทาง” ให้เลือก

ชีวิตคนปั่นสัญจร “จักรยาน” : ทางเลือกที่ยังไม่ค่อยมี “ทาง” ให้เลือก

เสียงสะท้อนจากคนสัญจรด้วยจักรยาน

แต่ยังมีคนส่วนหนึ่งที่พยายามใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน เช่น เบญ นักศึกษาที่ปั่นจักรยานไปเรียนทุกวัน หรือ นุก เจ้าของเพจ Go Out Bike ผู้ปั่นจักรยานไปทุกที่ พวกเขาเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับการใช้จักรยานให้ฟังว่าเป็นอย่างไร มีข้อดีข้อเสียอย่างไร และพวกเขาอยากให้เมืองปรับปรุงอะไรบ้าง เพื่อให้กลายเป็นเมืองที่เป็นมิตรกับจักรยาน

เบญเริ่มชอบการปั่นจักรยานเพื่อสัญจร ตั้งแต่ตอนไปแลกเปลี่ยนที่สหรัฐฯ เพราะการใช้จักรยานช่วยประหยัดเวลาเดินทางได้มาก จากที่ต้องรอรถโรงเรียนมารับที่ใช้เวลา 30 นาที ก็เหลือเพียง 10 นาที ด้วยการปั่นจักรยาน เมื่อกลับมาที่ไทยเธอก็ใช้จักรยานอยู่เป็นประจำ โดยปั่นจากหอพักแถวย่านสีลมไปเรียนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นระยะทางประมาณ 2.5 กม. ซึ่งใช้เวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น แทนการใช้รถไฟฟ้าซึ่งเธอมองว่า เสียเวลาและค่าใช้จ่ายมากกว่า

ชีวิตคนปั่นสัญจร “จักรยาน” : ทางเลือกที่ยังไม่ค่อยมี “ทาง” ให้เลือก

ชีวิตคนปั่นสัญจร “จักรยาน” : ทางเลือกที่ยังไม่ค่อยมี “ทาง” ให้เลือก

มันต้องกะเวลาก่อนเข้าเรียนประมาณครึ่งชั่วโมงขั้นต่ำ เพราะว่ากว่าจะออกจากหอแล้วเดินไปถึง MRT ก็ประมาณ 3-5 นาที กว่าจะลงไป MRT ซึ่งบางวันก็ช้า บางวันก็เร็ว แล้วก็เรื่องค่าใช้จ่ายด้วย ก็คิดว่าปั่นจักรยานดีกว่า พอลองปั่นดู เรารู้สึกว่ามันเซฟเวลาได้มาก แล้วก็มีผลพลอยได้อื่นๆ อย่างเช่น มันรู้สึกว่ามันเป็นการผ่อนคลาย ก่อนเข้าเรียน หมายถึงว่า มันปลุกเราตื่นก่อนเข้าเรียนด้วย

นอกจากการปั่นจักรยานไปเรียนแล้ว เธอมักจะปั่นไปตามซอกซอยต่าง ๆ เพื่อสำรวจหาทางลัด ปั่นเที่ยวเล่นไปตามที่ต่าง ๆ ไปซื้อของ ไปทำธุระ หากเธอเลือกที่จะใช้จักรยานได้ก็มักจะใช้จักรยานเสมอ โดยมีระยะทางที่เดินทางได้โดยไม่เหนื่อยเกินไปคือ 2-4 กม.

หลังจากเธอหันมาใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน ก็ทำให้ต้นทุนในการเดินทางถูกลง เบญใช้จักรยานแม่บ้านราคาประมาณ 3,000 บาท และมีค่าซ่อมแซมเป็นครั้งคราว ครั้งละ 100-200 บาท รวม ๆ แล้วที่เธอใช้จักรยานมา 3-4 ปี ค่าใช้จ่ายรวมแล้วไม่เกิน 5,000 บาท เท่านั้น

ปัญหาที่เธอพบระหว่างเดินทาง มักจะเป็นเรื่องเส้นทางที่ไม่ค่อยดีนัก เช่น ฟุตบาตแตก ขรุขระไม่เสมอกัน หลายครั้งต้องลงไปปั่นบนถนนใหญ่ ซึ่งเธอก็จะพยายามปั่นชิดซ้ายให้มากที่สุดเพื่อความปลอดภัย แต่ก็มักจะมีรถมาจอดริมฟุตบาตร เธอจึงต้องขยับออกมาปั่นเลนขวา ซึ่งอันตรายและเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย อีกทั้งขอบถนนที่ไม่เรียบเสมอกัน เสี่ยงที่ล้อจักรยานตกร่องอาจจะล้มได้ และฟุตบาทหลายที่ก็ไม่มีทางลาดให้จักรยานและรถเข็นลงไปได้ ทำให้ต้องยกขึ้นยกลงอยู่ตลอด

ชีวิตคนปั่นสัญจร “จักรยาน” : ทางเลือกที่ยังไม่ค่อยมี “ทาง” ให้เลือก

ชีวิตคนปั่นสัญจร “จักรยาน” : ทางเลือกที่ยังไม่ค่อยมี “ทาง” ให้เลือก

นอกจากนี้ก็มีทางจักรยานที่ตีเส้นไม่ชัดเจน และมักมีรถจักรยานยนต์มาใช้ทางจักรยานอีกด้วย “เส้นสาทรเหนือจะมีเลนจักรยาน แต่อันนี้ก็เป็นปัญหาเพราะว่ามันจาง หนึ่ง คือจาง แล้วก็ สอง คือมอเตอร์ไซค์ก็ชอบวิ่งตรงนั้นอยู่ดี”

บางครั้งอันตรายก็มาจากผู้ใช้รถใช้ถนนเอง รถยนต์มักเบียดเลนเข้ามามากเกินไป ทั้งที่ยังอยู่บนเลนจักรยาน เธอตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อข้ามทางม้าลายรถยนต์ก็มักจะไม่ค่อยหยุดให้ข้าม และผู้ใช้รถยนต์อาจจะไม่ใจดีกับคนเดินเท้าและจักรยานมากนัก

ส่วนนุกชื่นชอบการปั่นจักรยานได้ 10 ปีแล้ว ตั้งแต่ช่วงที่จักรยานฟิกซ์เกียร์ยังเป็นที่นิยม เมื่อได้ลองซื้อมาใช้ก็พบว่า เขาสามารถเดินทางได้ไกลขึ้น ได้ไปในที่ที่เขาในวัย ม.ต้น เข้าไม่ถึง แถมยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

ชีวิตคนปั่นสัญจร “จักรยาน” : ทางเลือกที่ยังไม่ค่อยมี “ทาง” ให้เลือก

ชีวิตคนปั่นสัญจร “จักรยาน” : ทางเลือกที่ยังไม่ค่อยมี “ทาง” ให้เลือก

ที่บ้านก็ลองซื้อมาให้ได้ลองปั่นครับ ตอนนั้นก็มัธยมต้นก็ได้ปั่นไปกับเพื่อนหลายๆ ที่เลยครับ ที่ที่ปกติถ้าเราเป็นเด็กมัธยม เราก็ไม่ค่อยได้ไปถึง ไม่ได้ไป เพราะว่ามันต้องมีค่าใช้จ่าย ค่ารถสามล้อ ค่าแท็กซี่ แต่พอเรามีจักรยานแล้วเราไปที่ไหนก็ได้ เราปั่นไปลานพระบรมรูปทรงม้า ไปเที่ยวกับเพื่อน ไปทำอะไรได้หมดเลยโดยที่เราไม่เสียเงินเพิ่มสักบาทเลย

เวลาผ่านมาจนช่วง 2 ปีให้หลัง ด้วยกระแสการปั่นจักรยานที่กำลังมา นุกเริ่มใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน ปั่นไปทำธุระในรัศมี 15 กม. รอบบ้านที่อยู่ย่านประตูน้ำ โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที ซึ่งประหยัดเวลากว่าใช้รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์มาก อีกทั้งยังมีข้อได้เปรียบตรงที่ไม่ต้องหาที่จอดรถ สามารถจอดไว้หน้าร้านค้าที่แวะแล้วไปต่อได้อย่างคล่องตัว

ผมเองส่วนใหญ่จะปั่นไม่เกินสัก 15 กม. แถวๆ บ้านครับ ก็คือจะใช้จักรยานได้หมดเลย คือไปทุกที่ ไปฟิตเนส ปั่นไปวิ่งสวนเบญจกิติ สวนลุมพินี ปั่นไปบ้านพี่ชายพระราม 3 ไปร้านจักรยานแถวนางเลิ้ง ปั่นไปอิเกีย สุขุมวิทอย่างนี้ คือไปใช้ทุกอย่างนะครับ ไปบ้านย่าที่ลาดพร้าว 71 ก็ปั่นไปมาครับ

ชีวิตคนปั่นสัญจร “จักรยาน” : ทางเลือกที่ยังไม่ค่อยมี “ทาง” ให้เลือก

ชีวิตคนปั่นสัญจร “จักรยาน” : ทางเลือกที่ยังไม่ค่อยมี “ทาง” ให้เลือก

นุกให้ความเห็นตรงกับเบญว่า การใช้จักรยานบนถนนมีความปลอดภัยต่ำ แต่หากต้องขึ้นมาปั่นบนฟุตบาท ก็จะเจอกับเส้นทางที่ไม่ราบรื่นนัก ทั้งปัญหาฟุตบาทเป็นหลุม กระเบื้องฟุตบาทกลายเป็นระเบิดน้ำหลังฝนตก ขอบฟุตบาทไม่มีทางลาดสำหรับจักรยานหรือรถเข็น ทำให้ต้องยกขึ้นลง ซึ่งเป็นอันตรายต่อนักปั่นหน้าใหม่ “อันตรายมาจากความไม่เป็น Universal Design (การออกแบบเพื่อทุกคน) หลังๆ ก็มีการปรับปรุงนะ ผมแจ้ง Traffy Fondue ไปเขาก็มาซ่อมแซมให้”

เรื่องร่มเงาก็เป็นส่วนสำคัญในประเทศที่อากาศร้อนอย่างไทย เขามักเลือกใช้เส้นทางที่มีร่มเงา เช่น ถ.ราชดำริ ถ.สีลม ที่มีแนวรถไฟฟ้าช่วยบังแดด ซึ่งการเลือกเส้นทางแบบนี้ต้องอาศัยประสบการณ์ หากไปตามเส้นทางกูเกิลแมป ก็มักจะได้เส้นทางที่เร็วที่สุด แต่สภาพเส้นทางอาจจะไม่เป็นมิตรกับการปั่นจักรยานนัก

อุปสรรคหนึ่งของการที่เขาใช้จักรยานแบบเดินทางจากต้นทางไปยังปลายทางนั้น บางทริปที่ไกลเกินไปก็ทำให้ใช้เวลามากตามไปด้วย หากใช้เวลาเป็นหลักชั่วโมงในการเดินทาง เขาก็อาจจะเลือกเดินทางด้วยวิธีอื่น แต่ก็มีปัญหาอีกว่าถ้าใช้ขนส่งสาธารณะอย่างรถไฟฟ้า ก็จะพบว่าหากไม่ใช่จักรยานแบบพับได้ จะมีการจำกัดเวลาในการนำจักรยานขึ้นรถไฟฟ้า

ชีวิตคนปั่นสัญจร “จักรยาน” : ทางเลือกที่ยังไม่ค่อยมี “ทาง” ให้เลือก

ชีวิตคนปั่นสัญจร “จักรยาน” : ทางเลือกที่ยังไม่ค่อยมี “ทาง” ให้เลือก

อย่างเช่น รถไฟฟ้าบีทีเอส สามารถนำจักรยานพับไม่ได้เข้าไปในขบวนได้ในช่วงเวลา จันทร์-ศุกร์ 06.00 - 06.30 น. และ ตั้งแต่ 22.00 น. - ปิดให้บริการ ส่วนวันเสาร์อาทิตย์ สามารถนำเข้าไปได้ในช่วง 06.00 - 09.00 น. และ 22.00 น. – ปิดให้บริการ ด้วยเหตุผลเรื่องความแออัดในช่วงเวลาเร่งด่วน ซึ่งนุกเห็นว่าเวลาในช่วงตั้งแต่ 09.00-15.00 น. ไม่ใช่ช่วงเวลาเรื่องด่วน จึงควรให้นำจักรยานขึ้นไปได้

นอกจากเป็นผู้ใช้จักรยานแล้ว เขาก็ยังทำเพจ Go Out Bike ที่เป็นเพจแนะนำเกี่ยวกับการใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน เพราะเพจเกี่ยวกับจักรยานในประเทศไทยส่วนมากมักจะเกี่ยวกับการปั่นจักรยานที่เป็นกีฬามากกว่า ยังไม่ค่อยมีเกี่ยวกับการใช้ในชีวิตประจำวัน หรือ utility biking เขาจึงริเริ่มทำเพจ ซึ่งผลตอบรับก็ค่อนข้างดี มีเพื่อน ๆ รอบตัวเขาหันมาใช้จักรยานเพื่อการสัญจรมากขึ้น

จากระเบียงริมคลองสู่สถานีซ่อมชุมชน

จากการใช้จักรยานเป็นประจำ นุกได้เสนอจุดที่ควรปรับปรุงที่อาจทำให้คนหันมาใช้จักรยานมากขึ้น อันดับแรกคือทำให้ขนส่งสาธารณะรองรับผู้ใช้จักรยานมากขึ้น หลัก ๆ คือรถไฟฟ้าที่ทำหน้าที่เป็นตัวร่นระยะทางหลัก ให้ขยายเวลาที่จะเอาจักรยานขึ้นไปบนรถไฟฟ้าได้ อีกทั้งควรเพิ่มจุดจอดจักรยานที่ปลอดภัยตามแนวรถไฟฟ้า

ต่อมาโครงข่ายคลองในกรุงเทพฯ ควรเชื่อมถึงกันทั้งหมด เพราะระบบคลองเป็นเครือข่ายหนึ่งที่สำคัญของกรุงเทพฯซึ่งเชื่อมถึงกัน และหากเชื่อมต่อทางจักรยานเลียบคลองถึงกันหมด จะทำให้การเดินทางสะดวกมากยิ่งขึ้น อีกทั้งทางเลียบคลองยังมีข้อดีตรงที่มีความปลอดภัยสูง ไม่ต้องคอยระวังรถยนต์

ชีวิตคนปั่นสัญจร “จักรยาน” : ทางเลือกที่ยังไม่ค่อยมี “ทาง” ให้เลือก

ชีวิตคนปั่นสัญจร “จักรยาน” : ทางเลือกที่ยังไม่ค่อยมี “ทาง” ให้เลือก

อยากให้โครงข่ายคลองเชื่อมกันหมดครับ ระเบียงริมคลองเป็นผลงานที่ดีมากนะ ผมใช้งานอยู่เรื่อยๆ ถ้าสร้างสำเร็จผมจะได้ใช้บ่อยมาก อย่างคลองแสนแสบตัดผ่านประตูน้ำ ตอนนี้ช่วงประตูน้ำยังขาดอยู่ เป็นเฟสสุดท้าย ซึ่งถ้าเสร็จผมคงได้ใช้เยอะมาก กรุงเทพฯ สมัยก่อนคือเมืองคลอง ถ้าคลองกลับมาเชื่อมกันแล้วเดินได้ ปั่นได้แบบสงบตลอดริมทางจะดีมาก คลองแสนแสบเชื่อมผดุงกรุงเกษม เชื่อมเปรมประชากร เชื่อมสามเสน เชื่อมคลองประปาไปนนทบุรีได้เลย หรือไปฝั่งมีนบุรี ไปรามคำแหงได้ ถ้าสร้างระเบียงริมคลองเชื่อมกันหมด มีทางวิ่งปลอดภัย มีไฟสว่าง มันจะเป็นเครือข่ายทางด่วนจักรยานแบบกระดูกสันหลังที่ใช้งานได้จริงแน่นอน

สวนสาธารณะที่เป็นมิตรกับผู้ใช้จักรยานก็สำคัญ เพราะหลายที่มีการจำกัดเวลาและพื้นที่ในการใช้จักรยานในสวน ซึ่งนุกมองว่าการปั่นในสวนสาธารณะเป็นส่วนสำคัญในการดึงดูดนักปั่นหน้าใหม่ อีกทั้งควรเพิ่มร่มเงาตามเส้นทางเพื่อต่อสู้กับแดดที่แผดเผาของเมืองไทย

สิ่งที่อยากให้ปรับปรุงมากที่สุดคือ สวนสาธารณะที่ยังไม่เป็นมิตรกับจักรยานเท่าที่ควรครับ จะเจอคนที่มาเช่าจักรยาน แต่โดน รปภ. บอกว่า หมดเวลาปั่นแล้ว ซึ่งคนพวกนี้แหละคือคนที่จะมาเริ่มปั่นจักรยานในกรุงเทพฯ สวนสาธารณะมันเป็นที่ที่ทำให้เขาเริ่มปั่นได้ เปลี่ยนความคิดเขาได้ แต่เขาโดนสกัดตั้งแต่เริ่ม มันก็เลยไม่ได้เริ่ม

ชีวิตคนปั่นสัญจร “จักรยาน” : ทางเลือกที่ยังไม่ค่อยมี “ทาง” ให้เลือก

ชีวิตคนปั่นสัญจร “จักรยาน” : ทางเลือกที่ยังไม่ค่อยมี “ทาง” ให้เลือก

เมื่อพูดถึงการดึงดูดผู้เริ่มใช้จักรยาน โมเดล bike buddy ก็อาจเป็นตัวช่วยหนึ่งที่ทำให้เหล่าหน้าใหม่สนุกกับการปั่นมากขึ้น โดยจะมีคนที่คอยปั่นเป็นเพื่อน คอยแนะนำเส้นทางลัด และทางที่ปลอดภัยให้

และสุดท้ายคือ bike kitchen หรือ สถานีซ่อมจักรยานชุมชน ที่จะมีช่างอาสามาช่วยซ่อมจักรยานในชุมชน ซึ่งเป็นไอเดียที่ใช้อย่างแพร่หลายในต่างประเทศ เช่น สหรัฐฯ แคนาดา โดยอาจซ่อมให้ฟรีหรือคิดค่าซ่อมราคาถูก เขามองว่าผู้ใช้งานจักรยานจริง ๆ หลายกลุ่มเป็นผู้ที่มีรายได้น้อย และอาจจะไม่ได้มีความรู้ในการซ่อมจักรยาน การมีช่างอาสาช่วยก็เป็นสิ่งที่จะหล่อเลี้ยงผู้ใช้กลุ่มนี้ได้

จากประสบการณ์ของทั้งเบญและนุก แสดงให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานของจักรยานในกรุงเทพฯยังขาดอะไรอีกหลายอย่าง เช่น เส้นทางที่ปลอดภัยและเชื่อมถึงกัน จุดจอดที่อาจยังไม่ครอบคลุม ถึงอย่างไรการที่พวกเขาเลือกใช้จักรยาน ก็เป็นหมุดหมายที่ดีที่บอกเราว่าการใช้จักรยานเพื่อสัญจรเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ แม้จะยังมีปัญหาหลายอย่าง หากมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมารองรับมากพอ มันจะกลายเป็นทางเลือกในการสัญจรที่มีประสิทธิภาพทางหนึ่งสำหรับคนเมือง

อ้างอิง :

https://www.bts.co.th/suggestion/suggestion-03.html

https://www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S221414052500115X

รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) โครงการจัดทำแผนแม่บทกรุงเทพฯ เมืองเดินเท้าและจักรยานสัญจร เชื่อมต่อขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุมและยั่งยืน พ.ศ. ๒๕๖๗-๒๕๗๕

คู่มือการออกแบบโครงข่ายทางจักรยานกรุงเทพมหานคร

รายงาน : รณรต วงษ์ผักเบี้ย นักศึกษาฝึกงาน คณะวารสารศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์