วันนี้ (21 พ.ค.2569) นายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะ กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน คนที่หนึ่ง รับหนังสือจาก นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม และเครือข่ายทวงเงินคนตาย 9 จังหวัด จากการถูกโกงกองทุนฌาปนกิจ นำโดย นายกฤช ศิลปชัย สส.พรรคประชาชน
เพื่อขอความอนุเคราะห์ตรวจสอบ และพิจารณาแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม และสร้างความเสียหายต่อประชาชน กรณีพระราชบัญญัติฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545 ซึ่งพบช่องโหว่ร้ายแรงที่เปิดทางให้คณะกรรมการสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ แสวงหาผลประโยชน์และลอยนวล หลังสมาคมฯ ปิดตัวลง ซึ่งจากการแกะรอยงบการเงินและพฤติการณ์เชิงลึก พบว่ามีปัญหาทางกฎหมาย 3 ประเด็นหลัก ที่สร้างความเสียหายแก่ประชาชนอย่างหนัก ได้แก่
ภาคประชาชนยื่นกมธ.การกฎหมายฯ แก้ พ.ร.บ.ฌาปนกิจสงเคราะห์ฯ
1.ช่องโหว่การจำกัดอำนาจและมาตรการลงโทษ กรณีการกู้ยืมเงินมิชอบ แม้กฎหมาย มาตรา 8 และ 14 จะกำหนดให้สมาคมฯ ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเก็บเงินช่วยเหลือศพโดยไม่หากำไร แต่กลับขาดการบัญญัติข้อห้ามและบทลงโทษที่ชัดเจน ในกรณีที่คณะกรรมการนำนิติบุคคล ไปทำสัญญากู้ยืมเงินจากบุคคลภายนอก หรือนำเงินกองทุนชุมชนมาหมุนเวียน ส่งผลให้คณะกรรมการลุแก่อำนาจ กู้ยืมเงินหลักล้านบาท และนำเงินสะสมของสมาชิกไปจ่ายเป็นดอกเบี้ยสูงถึงปีละเกือบแสนบาท โดยไม่มีสภาพบังคับทางอาญาที่รวดเร็วพอในการระงับยับยั้ง
2.ปัญหาการควบคุมเงินสดในมือและการตั้งรายจ่ายเงินเดือนพนักงาน กฎหมายขาดมาตรการควบคุมสัดส่วน การถือครองเงินสดอย่างเข้มงวด ทำให้คณะกรรมการสามารถบันทึกตัวเลขค้างยอดเงินสดไว้ในมือตนเองหลักแสนถึงหลักล้านบาท ติดต่อกันหลายปี โดยไม่นำฝากธนาคาร
นอกจากนี้ การตั้งเบิกจ่ายเงินเดือนและค่าปฏิบัติงาน ยังไม่ผูกมัดกับผลประกอบการจริง ทำให้แม้สมาคมฯ จะหยุดกิจการหรือรายได้ลดลง คณะกรรมการก็ยังเบิกเงินเดือนให้ตนเอง และพวกพ้องได้ในอัตราสูง จนวินาทีสุดท้าย ส่งผลให้เมื่อตรวจสอบ เงินสดเหล่านั้นหายไปหมดสิ้น เหลือเพียงตัวเลขในกระดาษ
3.ปัญหาขั้นตอนการชำระบัญชี ที่เอื้อให้ผู้กระทำผิดซ่อนเร้นหลักฐาน กฎหมายเปิดช่องให้สมาคมฯ สามารถโหวตตั้งคนของตนเองหรือพวกพ้อง ซึ่งมักเป็นคณะกรรมการชุดเดิม ที่บริหารงานผิดพลาด เข้ามาเป็นผู้ชำระบัญชีได้เอง ทำให้เกิดการทำลายพยานหลักฐาน ยักย้ายถ่ายเทบัญชีและทรัพย์สิน ซื้อเวลาฟ้องร้องคดี
ผลกระทบจากช่องโหว่นี้ ทำให้ประชาชนผู้สูงอายุเสียหาย กลายเป็นหนี้สูญ ปัจจุบันมียอดเงินสงเคราะห์ค้างจ่ายประชาชนสูงถึง 1.74 ล้านบาท แต่บัญชีทรัพย์สินที่เหลือให้ชำระบัญชีกลับมีเพียง โต๊ะ เก้าอี้ และแอร์เก่า ที่ไม่มีมูลค่าใด ๆ และกฎหมายไม่มีกลไกเยียวยา หรือเฉลี่ยทรัพย์สินคืนชาวบ้านอย่างเป็นธรรม
ภาคประชาชนยื่นกมธ.การกฎหมายฯ แก้ พ.ร.บ.ฌาปนกิจสงเคราะห์ฯ
จึงขอเสนอ 3 แนวทางปฏิรูปกฎหมายฌาปนกิจสงเคราะห์ฯ เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ทางเครือข่ายฯ เสนอแนวทางแก้ไข พ.ร.บ.ฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545 ต่อคณะกมธ. โดยเพิ่มบทบัญญัติข้อห้ามการกู้ยืมเงินและโทษอาญาที่รุนแรง ห้ามสมาคมฯ ก่อหนี้ผูกพันหรือกู้ยืมเงินจากภายนอกในทุกกรณี หากฝ่าฝืนให้ถือเป็นความผิดอาญาฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (ยักยอกทรัพย์) และต้องรับผิดชอบเป็นหนี้สินส่วนตัว โดยให้ยึดทรัพย์สินส่วนบุคคลของผู้กระทำผิด ไม่ผูกพันกับนิติบุคคลของสมาคมฯ และปฏิรูปการชำระบัญชี ตัดวงจรล็อกโหวต
แก้ไขมาตรา 69 โดยกำหนดว่า หากสมาคมฯ ถูกนายทะเบียนสั่งเลิก เนื่องจากความไม่โปร่งใส ห้ามมิให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในคณะกรรมการชุดเดิม เป็นผู้ชำระบัญชีโดยเด็ดขาด และบังคับให้นายทะเบียนแต่งตั้งนิติกรภาครัฐ หรือผู้สอบบัญชี รับอนุญาตที่เป็นกลางจากภายนอกเข้ามาจัดการแทน พร้อมให้มีคณะกรรมการภาคประชาชน ร่วมตรวจสอบในทุกขั้นตอน
ตลอดจนจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยง ฌาปนกิจสงเคราะห์ แก้กฎหมายให้เพิ่มสัดส่วนการหักเงินส่วนหนึ่ง เข้าสู่กองทุนส่วนกลางระดับจังหวัดหรือระดับประเทศ เพื่อเป็นหลักประกันเยียวยาจ่ายเงินสดคืนให้แก่ชาวบ้านทันทีในกรณีที่สมาคมฯ ล้มสลาย ก่อนที่รัฐจะไปตามไล่เบี้ยยึดทรัพย์จากคณะกรรมการที่กระทำผิดในภายหลัง
และขอเรียกร้องให้คณะ กมธ.นำเรื่องนี้บรรจุเป็นวาระการศึกษาเร่งด่วน และเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจง เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปกฎหมายฉบับนี้ ไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมทางการเงินกับผู้สูงอายุและชาวบ้านในชนบทอีกต่อไป
ด้าน นายกฤช ศิลปชัย กล่าวว่า เมื่อช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ตนพร้อมด้วยตัวแทนกลุ่มผู้เสียหาย และนายรณรงค์ เดินทางไปยื่นหนังสือร้องเรียนต่อกองบังคับการปราบปราม ภายใต้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เพื่อขอให้ทางกองปราบรับโอนคดีนี้ มาดำเนินการสืบสวนสอบสวนแทนตำรวจท้องที่
สาเหตุที่ต้องเร่งรัดให้กองปราบเข้ามาจัดการ เนื่องจากที่ผ่านมา เมื่อผู้เสียหายในแต่ละจังหวัดเข้าแจ้งความ และเรื่องเข้าสู่กระบวนการของพนักงานสอบสวนในพื้นที่ คดีมักจะจบลงในลักษณะเดียวกันคือ ไม่มีความคืบหน้าใด ๆ สิ่งที่สร้างความความเจ็บช้ำให้กับผู้เสียหายมากที่สุด คือปัจจุบันกลุ่มบุคคลที่กระทำการฉ้อโกงเงินของประชาชนยังคงใช้ชีวิตตามปกติ
ซ้ำร้ายมิจฉาชีพบางรายยังมีพฤติกรรมย้อนกลับมาข่มขู่พี่น้องประชาชนผู้เสียหายว่า สู้คดีไปก็ไม่มีทางชนะ จะสู้ไปทำไม จากความล่าช้าและพฤติกรรมอันอุกอาจดังกล่าว ในวันนี้ทางตัวแทนกลุ่มผู้เสียหายประสานงานผ่านตน เพื่อยกระดับการเรียกร้องความเป็นธรรม โดยเดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ คณะกมธ.การกฎหมายฯ เพื่อให้ทางกมธ.ตรวจสอบและเร่งรัดกระบวนการยุติธรรมต่อไป
ภาคประชาชนยื่นกมธ.การกฎหมายฯ แก้ พ.ร.บ.ฌาปนกิจสงเคราะห์ฯ
นายปิยรัฐ กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า จากการที่ได้ติดตามและศึกษาเรื่องดังกล่าว ถือว่าเข้าเงื่อนไขขอบเขตงานของคณะ กมธ.การกฎหมายฯ ดังนั้น หลังจากนี้คณะ กมธ.จะตั้งคณะทำงานขึ้นมาทำการศึกษาตรวจสอบข้อมูลทั้งหมด ทั้งนี้ จะนำเรื่องดังกล่าวเรียนประธานคณะกมธ. และคณะ อีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้มีมติตั้งคณะทำงานพิจารณาเรื่องนี้ขึ้นมา คาดว่าจะได้มีการเรียกหน่วยงานและตัวแทนของประชาชน ที่ได้รับความเดือดร้อนมาให้ข้อมูลกับคณะ กมธ.ต่อไป
อ่านข่าว
เครือข่ายประชาชน 8 จังหวัด ร้องนายกฯ เร่งแก้ปัญหา "เงินฌาปนกิจ"
"เงินฌาปนกิจสงเคราะห์" ความหวังสุดท้ายหรือกับดักความเสี่ยงของผู้สูงวัย ?
พม.แจงเลิกฌาปนกิจสงเคราะห์ ขอคืนเงินไม่ได้ ต้องโอนให้สมาคมอื่น-ตกเป็นของแผ่นดิน
อธิบดี สค. แจงระบบฌาปนกิจสงเคราะห์ ย้ำยกเลิกเพียง 10 แห่ง ไม่กระทบทั้งประเทศ
รัฐบาลแจงยกเลิก "สมาคมฌาปนกิจ" บางพื้นที่ ปัจจุบันยังดำเนินการ 3.8 พันแห่ง

