วันนี้ (15 พ.ค.2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย หารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชนในงาน "ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง" ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูงภาคเอกชน และหัวหน้าส่วนราชการเข้าร่วม
นายอนุทิน กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของการหารือครั้งนี้ คือ การเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้รัฐบาลสามารถส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในทุกอุตสาหกรรมให้แข่งขันได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้ปรับปรุงกฎระเบียบและขั้นตอนอนุญาตที่ซ้ำซ้อน แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน พัฒนาทักษะแรงงาน รวมถึงผลักดันอุตสาหกรรมสีเขียวที่กำลังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในอนาคต
โอกาสนี้ นายกฯ กล่าวถึงการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนที่ฟิลิปปินส์ โดยไทยได้ผลักดันความร่วมมือด้านเสถียรภาพทางพลังงาน ผ่านแนวคิด ASEAN Power Grid หรือโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน รวมถึงความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดและความมั่นคงทางอาหาร พร้อมย้ำว่าอาเซียนต้องพูดด้วยเสียงเดียวกันมากขึ้น เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เพิ่มอำนาจต่อรองของภูมิภาคและยกระดับบทบาทของอาเซียนในเวทีโลก
ขณะที่หลายประเทศให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด ระบบโลจิสติกส์และความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งไทยมีศักยภาพและความพร้อมในทุกด้าน โดยไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในการขับเคลื่อนความร่วมมือ
ประเทศไทยมีโอกาสสำคัญในการยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจมากกว่าหลายประเทศ ความสำเร็จดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อภาครัฐและภาคเอกชนเดินหน้าไปด้วยกัน
นายกฯ กล่าวอีกว่า รัฐบาลชุดนี้พร้อมอำนวยความสะดวกในทุกมิติ ไม่ยึดติดกับข้อจำกัดเดิม ๆ กฎหมายล้าสมัยหรือขั้นตอนที่ยุ่งยาก พร้อมเร่งสร้างความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ การลงทุนและการจ้างงาน
"วันนี้มีผู้บริหารภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ทั้งรองนายกรัฐมนตรี หน่วยงานเศรษฐกิจ สภาพัฒน์ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้จัดงานครั้งนี้ขึ้น เพื่อร่วมรับฟังข้อเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด รัฐบาลตั้งใจให้เวทีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการหารือเชิงลึก เพื่อนำข้อเสนอและความต้องการจากทุกภาคส่วนไปประยุกต์ใช้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม" นายอนุทิน กล่าว
นอกจากนี้ยังย้ำว่า ความสำเร็จของภาคเอกชนคือความสำเร็จของประเทศไทย พร้อมขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันหารืออย่างเต็มที่ และหวังว่าจะได้นำทุกข้อเสนอ แนวคิดและข้อมูลที่ได้รับไปต่อยอดพัฒนาและสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ
จากนั้น นายกฯ และคณะรัฐมนตรีได้รับฟังข้อเสนอแนะจากผู้บริหารระดับสูงภาคเอกชน ซึ่งเป็นผู้แทนจาก 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่
- สถาบันหลัก กกร. - พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, ผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย, พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย
- ยานยนต์ - กลินท์ สารสิน ประธานคณะกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด
- โรงแรม/ท่องเที่ยว - เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย
- สุขภาพ - พญ.ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ประธานกรรมการบริหาร BDMS
- ก่อสร้าง/อสังหาริมทรัพย์ - ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG
- ค้าปลีก/สินค้าอุปโภคบริโภค - สุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และเวทิต โชควัฒนา รองประธานกรรมการบริหาร / กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)
- พลังงาน - สารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Gulf
- การเงิน - ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย
- เทคโนโลยี - สัมพันธ์ ศิลปนาฎที่ปรึกษาอาวุโส บริษัท Delta Electronics Thailand
- เกษตร/อาหาร - ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์
เอกชนเห็นพ้องเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอนาคต
ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายเอกนิติ นิติทัณฑประภาส รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง สรุปข้อเสนอของภาคเอกชนเป็น 4 กลุ่มยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาคน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเห็นว่าแม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความผันผวน แต่ไทยยังมีโอกาสสำคัญจากการย้ายฐานการผลิต บุคลากรและห่วงโซ่อุปทานมายังภูมิภาค
ภาคเอกชนจากทุกภาคส่วนมีความเห็นสอดคล้องกันว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต โดยเฉพาะพลังงานสะอาด การบริหารจัดการน้ำและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ควบคู่กับการใช้โอกาสจากการลงทุนจากต่างประเทศให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ เช่น อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโลจิสติกส์สมัยใหม่
พร้อมเชื่อมโยงโอกาสดังกล่าวสู่ผู้ประกอบการไทยในทุกระดับ โดยเฉพาะ SME และ Micro SME รวมถึงผู้ประกอบการท้องถิ่น เพื่อให้สามารถเข้าถึงการสนับสนุนของภาครัฐได้อย่างทั่วถึงและเป็นรูปธรรม ไม่ให้การเติบโตกระจุกตัวอยู่เพียงบางกลุ่ม รวมถึงเร่งรัดแก้ไขอุปสรรคสำคัญที่ภาคเอกชนสะท้อน เช่น ขั้นตอนการอนุญาต การอำนวยความสะดวกด้านกฎระเบียบ และข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้มีความคล่องตัว โปร่งใสและเอื้อต่อการแข่งขันในระดับสากล
นอกจากนี้ มาตรการ BOI Fast Track เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม สามารถดึงดูดการลงทุนจริงได้กว่า 200,000 ล้านบาทในไตรมาสแรกของปี 2569 สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพเศรษฐกิจไทยและทิศทางนโยบายของรัฐบาล
รมว.คลัง ย้ำว่า รัฐบาลจะนำทุกข้อเสนอจากภาคเอกชนในครั้งนี้ไปขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง พร้อมฟื้นกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ให้กลับมามีบทบาทเชิงรุกอีกครั้ง เพื่อผนึกกำลัง "รัฐ-เอกชน"เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นระบบ สร้างความเข้มแข็งจากฐานราก และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
อ่านข่าว
"อนุทิน" เปิดทำเนียบคุยรัฐ-เอกชน ลั่นต้องเดินไปด้วยกัน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
คมนาคมเร่งยกเครื่อง "รถนักเรียน" ตรวจเบรก-ติด GPS ดันเป็นวาระแห่งชาติ
ผู้เชื่อมการค้าจีน-สหรัฐฯ "โจว ฉุนเฟย" CEO หญิงนั่งคั่นกลาง "คุก-มัสก์"
