"ควายปลัก" ทะเลน้อย วิถีชุมชน 200 ปี ไทย-จีน ผนึกตั้งศูนย์วิจัย สู่โมเดลแก้จน

สังคม
09:40
จำนวนผู้ชม 672
"ควายปลัก" ทะเลน้อย วิถีชุมชน 200 ปี ไทย-จีน ผนึกตั้งศูนย์วิจัย สู่โมเดลแก้จน
Botnoi Voice
มหาวิทยาลัยทักษิณ ผนึกความร่วมมือมหาวิทยาลัยกว่างซี พัฒนาศูนย์วิจัยและนวัตกรรม "ควายปลัก" ทะเลน้อย มรดกเกษตรโลก (GIAHS) ต่อยอดเป็นโมเดลแก้จนและสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

จ.พัทลุง เดินหน้าพัฒนาพื้นที่ตามยุทธศาสตร์ "เมืองแห่งความยั่งยืน" ที่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยหนึ่งในอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของการใช้พื้นที่อย่างชาญฉลาด และสะท้อนวิถีชีวิตสอดคล้องกับระบบนิเวศและมรดกภูมิปัญญาของชุมชนจังหวัดพัทลุงก็คือ การเลี้ยงควายปลัก (Swamp Buffalo) ในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย ซึ่งมีประวัติยาวนานเกือบ 200 ปี

ระบบการเลี้ยงควายปลักของทะเลน้อย ถือเป็นตัวอย่างของการใช้พื้นที่อย่างสอดคล้องกับระบบนิเวศและภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเกษตรกรใช้พื้นที่อนุรักษ์ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อยเป็นแหล่งปล่อยควายเล็มหญ้าธรรมชาติตลอดวงจรชีวิต ภายใต้ระบบการเลี้ยงแบบเครือญาติที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น

ไทย-จีน เปิดศูนย์วิจัย "ควายปลัก" ทะเลน้อย ขับเคลื่อนแก้จนชุมชน

ไทย-จีน เปิดศูนย์วิจัย "ควายปลัก" ทะเลน้อย ขับเคลื่อนแก้จนชุมชน

ตลอดระยะเวลาหลายชั่วอายุคน ชุมชนได้ปรับรูปแบบการเลี้ยงให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม และวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลง จนทำให้ควายปลักกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ และมีบทบาทสำคัญทั้งในด้านความมั่นคงทางอาหาร และการสร้างรายได้ให้กับชุมชน

จุดเด่นสำคัญของควายทะเลน้อย คือความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะในช่วงฤดูน้ำหลากที่ควายสามารถเล็มพืชใต้น้ำ ว่ายน้ำระยะไกลเพื่อหาอาหาร และบางตัวยังสามารถดำน้ำหาอาหารได้เป็นเวลานาน จนได้รับการขนานนามว่า "ควายน้ำ"

ปัจจุบัน ระบบการเลี้ยงยังคงอาศัยธรรมชาติเป็นหลัก โดยปล่อยควายอิสระในพื้นที่เล็มประมาณ 8-9 เดือนต่อปี ก่อนจะต้อนกลับเข้าคอกในช่วงฤดูน้ำหลากประมาณ 3-4 เดือน ทำให้ควายทะเลน้อย มีพฤติกรรมใกล้เคียงสัตว์ป่าและไม่คุ้นเคยกับผู้คนทั่วไป

ล่าสุด มหาวิทยาลัยทักษิณ ร่วมกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ลงพื้นที่ศึกษาระบบการเลี้ยงควายปลักทะเลน้อย จ.พัทลุง เพื่อเดินหน้าเชื่อมความร่วมมือด้านวิจัยและนวัตกรรมระหว่างสองประเทศ

ไทย-จีน เปิดศูนย์วิจัย "ควายปลัก" ทะเลน้อย ขับเคลื่อนแก้จนชุมชน

ไทย-จีน เปิดศูนย์วิจัย "ควายปลัก" ทะเลน้อย ขับเคลื่อนแก้จนชุมชน

"ควายปลัก" ทะเลน้อย มรดกเกษตรโลก

ดร.อาภรณ์ ส่งแสง หัวหน้าศูนย์วิจัยแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีไทย-จีน ระบบการเลี้ยงควายปลักในพื้นที่มรดกทางการเกษตรโลก มหาวิทยาลัยทักษิณ กล่าวว่า พื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทะเลสาบสงขลา ห่างจากชายฝั่งตะวันออกของคาบสมุทรอ่าวไทยประมาณ 20 กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งหมด 450 ตารางกิโลเมตร และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง โดยพบสิ่งมีชีวิตกว่า 1,170 ชนิดใน 298 วงศ์

ด้วยความหลากหลายทางชีวภาพดังกล่าว ทำให้พื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารและรายได้สำคัญของชุมชนโดยรอบ

ใน พ.ศ.2518 พื้นที่ทะเลน้อยได้รับการขึ้นทะเบียน เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแห่งแรกของประเทศไทย และใน พ.ศ.2541 พื้นที่ควนขี้เสี้ยน ซึ่งอยู่ภายในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญ ระหว่างประเทศตามอนุสัญญาแรมซาร์ ถือเป็นแรมซาร์ไซต์แห่งแรกของประเทศไทย

ดร.อาภรณ์ ส่งแสง หัวหน้าศูนย์วิจัยแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีไทย-จีน ระบบการเลี้ยงควายปลักในพื้นที่มรดกทางการเกษตรโลก

ดร.อาภรณ์ ส่งแสง หัวหน้าศูนย์วิจัยแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีไทย-จีน ระบบการเลี้ยงควายปลักในพื้นที่มรดกทางการเกษตรโลก

ต่อมาใน พ.ศ.2565 พื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย โดยเฉพาะระบบนิเวศควายปลัก ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นระบบมรดกทางการเกษตรที่สำคัญของโลก (GIAHS) ภายใต้ชื่อ Thale Noi Wetland Pastoral Buffalo Agro-ecosystem โดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)

ลักษณะเด่นของระบบมรดกทางการเกษตรที่สำคัญของโลก (GIAHS) ประกอบด้วย 5 ด้านสำคัญ ได้แก่

  • แหล่งความมั่นคงทางอาหารและรายได้ของชุมชน
  • มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง
  • มีภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการเกษตรที่สืบทอดต่อเนื่องยาวนาน
  • มีภูมิทัศน์โดดเด่นจากการผสมผสานระหว่างระบบเกษตรและระบบนิเวศ
  • มีระบบสังคมและวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับวิถีการผลิตในพื้นที่
ไทย-จีน เปิดศูนย์วิจัย "ควายปลัก" ทะเลน้อย ขับเคลื่อนแก้จนชุมชน

ไทย-จีน เปิดศูนย์วิจัย "ควายปลัก" ทะเลน้อย ขับเคลื่อนแก้จนชุมชน

ปัจจุบัน FAO รับรองระบบ GIAHS แล้วประมาณ 102 ระบบ ใน 29 ประเทศ โดยประเทศจีนได้รับการรับรองมากที่สุดถึง 25 ระบบ และถือเป็นผู้นำของโลกในด้านนี้ นอกจากนั้น จีนยังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและผลักดันการรับรอง GIAHS ในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ผ่านการส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาศึกษาพื้นที่ ให้ข้อเสนอแนะ ตลอดจนสนับสนุนการอบรมและศึกษาดูงาน

สำหรับระบบการเลี้ยงควายปลัก และระบบนิเวศทะเลน้อยที่ได้รับการรับรองนั้น ควายมีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ โดยช่วยควบคุมวัชพืชในพื้นที่ชุ่มน้ำ

จากการประเมินพบว่า ควาย 1 ตัว สามารถกินหญ้าได้ประมาณ 10% ของน้ำหนักตัวต่อวัน ส่งผลให้ช่วยกำจัดวัชพืชได้รวมประมาณ 100 ตันต่อวัน วัชพืชเหล่านี้จะถูกเปลี่ยนเป็นโปรตีนคุณภาพดี

ขณะเดียวกันยังช่วยลดความเสี่ยงการเกิดไฟป่าในพื้นที่พรุ อีกทั้งปลักควายยังเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ และแหล่งวางไข่ของนกบางชนิด ส่วนมูลควายก็เป็นทั้งอาหารของสัตว์ในระบบนิเวศและเป็นปุ๋ยตามธรรมชาติให้กับพืช

ระบบการเลี้ยงควายปลักในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อยมีมานานกว่า 200 ปี ก่อนประกาศเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่า เดิมชาวบ้านใช้ควายในการทำนา ต่อมาเมื่อรูปแบบการเกษตรเปลี่ยนไป เกษตรกรจึงลดการใช้แรงงานควาย และหันมาเลี้ยงเพื่อจำหน่ายและบริโภคแทน

ควายเหล่านี้มีลักษณะพิเศษ คือถูกเลี้ยงอยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำตลอดเวลา เกษตรกรส่วนใหญ่จึงไม่นำควายกลับเข้าบ้าน ยกเว้นบางรายที่มีบ้านอยู่ใกล้พื้นที่เลี้ยง

ในอดีตพื้นที่ทะเลน้อยค่อนข้างปิด และยังไม่มีถนนเชื่อมระหว่างจังหวัดพัทลุงกับสงขลา ทำให้บุคคลภายนอกเข้าถึงพื้นที่ได้ยาก จึงไม่ค่อยมีใครรู้จักฝูงควายทะเลน้อยนอกจากคนในชุมชน

ต่อมาเมื่อมีการก่อสร้างถนนยกระดับผ่านพื้นที่ ผู้คนจึงเริ่มเห็นฝูงควายจำนวนมาก และเกิดความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะพฤติกรรมการดำน้ำหาอาหารของควายในช่วงฤดูน้ำหลาก ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญของพื้นที่

ใน พ.ศ.2541 ประเทศไทยมีควายประมาณ 5.7-6 ล้านตัว แต่จำนวนลดลงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันเหลือประมาณ 1.7-2 ล้านตัว ขณะที่ภาคใต้มีควายไม่เกิน 30,000 ตัว และในจังหวัดพัทลุงมีประมาณ 4,000 ตัว โดยส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย

ปัจจุบันมีเกษตรกรผู้เลี้ยงควายประมาณ 160 ราย ส่วนใหญ่เลี้ยงในลักษณะเครือญาติ มีการรวมกลุ่มบริหารจัดการและถ่ายทอดองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่น ทำให้ควายกลายเป็นเสมือนมรดกของครอบครัวและชุมชน

ทั้งนี้จากผลการสํารวจพบว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงควายส่วนใหญ่พบว่า มีพื้นที่ถือครองต่ำ ดังนั้นการใช้พื้นที่สาธารณะของทะเลน้อยในการประกอบอาชีพ มีส่วนช่วยสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและการหาเลี้ยงชีพของชุมชน โดยเกษตรกรผู้เลี้ยงควายประกอบอาชีพหลายอย่าง และมีรายได้จากหลายแหล่ง เช่น ทำนา ทำสวนยาง รับราชการ ค้าขาย รับจ้าง ประมง หัตกรรมกระจูด หาของป่า บริการเรือรับจ้างท่องเที่ยว ส่วนรายได้จากการเลี้ยงควายถือเป็นเงินออมส่วนใหญ่จะถูกใช้เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต

ส่วนโรงเรือนเลี้ยงควายจำนวน 109 คอกกระจายอยู่ในพื้นที่เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าทะเลน้อย โดยคอกจะถูกออกแบบยกพื้นสูงประมาณ 1-2 เมตร เพื่อใช้เป็นที่พักพิงในช่วงน้ำหลาก

ไทย-จีน เปิดศูนย์วิจัย "ควายปลัก" ทะเลน้อย ขับเคลื่อนแก้จนชุมชน

ไทย-จีน เปิดศูนย์วิจัย "ควายปลัก" ทะเลน้อย ขับเคลื่อนแก้จนชุมชน

การเลี้ยงแบ่งออกเป็น 2 ช่วงหลัก คือ ช่วงเดือน มี.ค.-ต.ค. เป็นช่วงเลี้ยงแบบปล่อย เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพอื่นควบคู่กันได้ โดยจะมีการผลัดเวรกันดูแลควายภายในกลุ่ม

ช่วงที่สองในเดือน พ.ย.-ก.พ. ซึ่งเป็นฤดูน้ำหลาก เกษตรกรต้องดูแลควายอย่างใกล้ชิด มีการนำควายกลับเข้าคอก เตรียมพื้นที่ปลอดภัย และวางแผนอพยพหากระดับน้ำสูง

ในช่วงดังกล่าว เกษตรกรต้องเตรียมอาหาร สำหรับควายป่วยและลูกควายที่ยังไม่สามารถออกหาอาหารเองได้ เพราะบางช่วงพื้นที่ถูกน้ำท่วมจนควายต้องว่ายน้ำไกลถึง 2 กิโลเมตร เพื่อหาอาหาร ซึ่งในช่วงฤดูฝนถือเป็นช่วงที่มีปัญหามากที่สุด การเตรียมเสบียงอาหารจึงมีความสำคัญ เดิมเกษตรกรเตรียมอาหารไว้ค่อนข้างน้อยและไม่เพียงพอ ปัจจุบันเริ่มมีการสำรองอาหารมากขึ้น โดยเฉพาะฟางข้าว รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ แต่ยังไม่เพียงพอต่อจำนวนควายที่มีอยู่มาก

ด้านการผสมพันธุ์ ส่วนใหญ่ยังเป็นไปตามธรรมชาติ โดยเกษตรกรจะคัดเลือกพ่อพันธุ์จากฝูงของตนเอง และแลกเปลี่ยนพ่อพันธุ์ระหว่างกลุ่มเพื่อลดปัญหาเลือดชิด ขณะที่การนำพ่อพันธุ์จากภายนอกเข้ามายังมีน้อย เนื่องจากกังวลเรื่องการปรับตัวให้เข้ากับสภาพพื้นที่ชุ่มน้ำ

สำหรับการผสมเทียมในควายยังมีอัตราการใช้ต่ำ แม้จะมีการทดลองแล้ว แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก และเกษตรกรบางส่วนยังมีความกังวลเรื่องความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้เลี้ยงอีกจำนวนหนึ่งที่สนใจ หากมีเทคโนโลยีที่เชื่อมั่นได้

ไทย-จีน เปิดศูนย์วิจัย "ควายปลัก" ทะเลน้อย ขับเคลื่อนแก้จนชุมชน

ไทย-จีน เปิดศูนย์วิจัย "ควายปลัก" ทะเลน้อย ขับเคลื่อนแก้จนชุมชน

อาหารของควายส่วนใหญ่เป็นพืชธรรมชาติในพื้นที่ ส่วนการเสริมแร่ธาตุจะมีบ้างในช่วงที่นำควายกลับเข้าคอก แต่ยังไม่สม่ำเสมอ นอกจากนี้ ยังไม่มีระบบการจัดการสุขภาพควายอย่างเป็นระบบ

ด้านเศรษฐกิจ เกษตรกรส่วนใหญ่จำหน่ายควายมีชีวิต อายุประมาณ 3-5 ปี ราคาตัวละ 10,000-20,000 บาท ปัจจุบันมีความพยายามพัฒนาตลาดใหม่ รวมถึงเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากควาย เพื่อเพิ่มทางเลือกในการสร้างรายได้ให้เกษตรกร เช่น เนื้อควายแดดเดียว ลูกชิ้นควาย และการนำวัสดุเหลือใช้มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพิ่มเติม

ไทย-จีน เปิดศูนย์วิจัย "ควายปลัก" ทะเลน้อย ขับเคลื่อนแก้จนชุมชน

ไทย-จีน เปิดศูนย์วิจัย "ควายปลัก" ทะเลน้อย ขับเคลื่อนแก้จนชุมชน

กวางซีเปิดโมเดลพัฒนา "ควายปลัก" ยกระดับสู่เศรษฐกิจใหม่

Lin Bo ผู้เชี่ยวชาญด้านโคและกระบือจากมหาวิทยาลัยกว่างซี ประเทศจีน ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ การพัฒนาอุตสาหกรรมควายของจีน พร้อมแลกเปลี่ยนแนวทางยกระดับการเลี้ยงควายปลักของไทย โดยชี้ว่ามณฑลกวางซี ถือเป็นพื้นที่สำคัญด้านการเลี้ยงควายของจีน เนื่องจากมีทั้งจำนวนประชากรควายจำนวนมากและสภาพภูมิประเทศที่เหมาะสมต่อการเลี้ยง

ปัจจุบัน มณฑลกวางซีมีสถาบันวิจัยควายซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยระดับมณฑล ทำหน้าที่หลักในการพัฒนาสายพันธุ์ควาย โดยเฉพาะการพัฒนาควายนมเพื่อเพิ่มผลผลิตน้ำนมให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดนมควายในประเทศจีน

ทั้งนี้ จีนเคยเผชิญปัญหาเดียวกับประเทศไทย ประสบปัญหาการขาดสายพันธุ์ควายที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและระบบการผลิต จึงเริ่มพัฒนาสายพันธุ์ควายท้องถิ่นมาตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2493 (ค.ศ.1950) ด้วยการนำพ่อพันธุ์ควายมูร์ราห์จากอินเดียเข้ามาผสมกับควายท้องถิ่น ก่อนจะนำเข้าควายพันธุ์นิลี-ราวีจากปากีสถานในช่วงปี พ.ศ. 2513 (ค.ศ.1970) เพื่อพัฒนาทั้งควายเนื้อและควายนม

อย่างไรก็ตาม แม้จีนจะพัฒนาสายพันธุ์และเพิ่มกำลังการผลิตมาอย่างต่อเนื่อง แต่จำนวนประชากรควายยังถือว่าไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ปัจจุบันจีนจึงมีการนำเข้าตัวอ่อนควายจากต่างประเทศเพิ่มเติม โดยเฉพาะจากปากีสถาน

Lin Bo ผู้เชี่ยวชาญด้านโคและกระบือจากมหาวิทยาลัยกว่างซี ประเทศจีน

Lin Bo ผู้เชี่ยวชาญด้านโคและกระบือจากมหาวิทยาลัยกว่างซี ประเทศจีน

Lin Bo แนะนำว่า หากประเทศไทยต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมควายและนมควายอย่างจริงจัง ควรเร่งเพิ่มประชากรควาย พัฒนาคุณภาพการผลิตน้ำนม และเปิดรับการนำเข้าพ่อพันธุ์จากต่างประเทศ เพื่อเพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรมและลดปัญหาการผสมเลือดชิด

ทั้งนี้ เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน รูปแบบการเลี้ยงควายในจีนยังคล้ายกับไทย คือพึ่งพาเกษตรกรรายย่อยเป็นหลัก แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความนิยมบริโภคนมควายและผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ในจีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ภาคธุรกิจและวิสาหกิจ เริ่มเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมการเลี้ยงควายมากขึ้น

ควายถือเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีเอกลักษณ์ โดยเฉพาะนมควาย ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพสูงในภูมิภาคอาเซียน หากมีการพัฒนาอย่างจริงจัง ทั้งด้านเนื้อควายและนมควาย จะสามารถเติบโตเป็นอุตสาหกรรมสำคัญได้

อย่างไรก็ตาม แม้อาเซียนจะมีจุดแข็งด้านสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการเลี้ยงควาย แต่สิ่งที่ยังขาดคือการสร้างการรับรู้ต่ออุตสาหกรรมควาย ทั้งด้านโภชนาการ คุณค่าของผลิตภัณฑ์ และการสร้างแบรนด์

ทั้งนี้ Lin Bo ยังระบุว่า ในช่วงเริ่มต้นของตลาดนมควายในจีน ผู้บริโภคยังไม่เปิดรับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมากนัก ทำให้สถาบันวิจัยควายกวางซีต้องเร่งสร้างความเข้าใจเรื่องคุณค่าทางโภชนาการของนมควาย ผ่านการประชาสัมพันธ์และการสร้างการรับรู้แก่ผู้บริโภค จนสามารถขยายตลาดได้สำเร็จในเวลาต่อมา

ในด้านการพัฒนาสายพันธุ์ เสนอให้ไทยส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี AI หรือการผสมเทียม เพื่อแก้ปัญหาการผสมพันธุ์ในสายเลือดใกล้ชิด โดยในประเทศจีน ภาครัฐจะมีบทบาทสำคัญผ่านกรมปศุสัตว์ ที่ส่งนักวิชาการลงพื้นที่ให้ความรู้แก่เกษตรกร ขณะที่สถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยจะทำหน้าที่จัดอบรม และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผสมเทียมและการพัฒนาสายพันธุ์

ปัจจุบัน สถาบันวิจัยควายและสถาบันวิจัยปศุสัตว์กวางซี จัดอบรมด้านการผสมเทียมปีละ 1-3 ครั้ง พร้อมสนับสนุนน้ำเชื้อแช่แข็งผ่านงบประมาณภาครัฐ เพื่อส่งต่อให้เกษตรกรใช้งาน

สำหรับรูปแบบการเลี้ยงควาย จีนได้ปรับจากการเลี้ยงแบบรายครัวเรือน มาเป็นระบบรวมกลุ่มในลักษณะสหกรณ์หรือฟาร์มกลาง ภายใต้การสนับสนุนของรัฐและภาคเอกชน เพื่อแก้ปัญหาการดูแลไม่ทั่วถึงและการควบคุมคุณภาพที่ไม่มีมาตรฐาน

รูปแบบดังกล่าวจะมีการจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านปศุสัตว์คอยดูแลอย่างครบวงจร โดยไทยควรเริ่มต้นจากฟาร์มสาธิต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกร ก่อนขยายเทคโนโลยีสู่ภาคการผลิตในวงกว้าง

นอกจากนี้ กวางซียังใช้รูปแบบที่ให้เกษตรกรเลี้ยงแม่ควายในระยะแรก ก่อนส่งเข้าสู่ฟาร์มสาธิตหรือศูนย์ขุนเมื่อถึงช่วงคลอดหรือช่วงเร่งการผลิต เพื่อปรับโภชนาการและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยภาครัฐจะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนบริหารจัดการฟาร์มสาธิต

สำหรับการเลี้ยงปล่อยตามธรรมชาติอาจไม่จำเป็นต้องใช้อาหารเสริมมากนัก แต่ในช่วงเร่งการผลิตเนื้อหรือน้ำนม จะต้องมีการจัดสูตรอาหารเฉพาะ ทั้งอาหารเม็ดและอาหารเสริม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

ไทย-จีน เปิดศูนย์วิจัย "ควายปลัก" ทะเลน้อย ขับเคลื่อนแก้จนชุมชน

ไทย-จีน เปิดศูนย์วิจัย "ควายปลัก" ทะเลน้อย ขับเคลื่อนแก้จนชุมชน

Lin Bo ยังเสนอว่า ไทยควรเพิ่มบทบาทภาคเอกชนในการขยายตลาดและพัฒนาอุตสาหกรรมควาย ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือทางวิชาการและการนำเทคโนโลยีจากจีนมาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประชากรควายและยกระดับคุณภาพการผลิต

อีกประเด็นสำคัญคือ การสร้างการรับรู้เกี่ยวกับคุณค่าของนมควายและเนื้อควาย เพื่อขยายฐานผู้บริโภค โดยปัจจุบันมหาวิทยาลัยกวางซี ได้ดำเนินงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากนมควายและเนื้อควายอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างตลาดผู้บริโภคในจีน โดยเฉพาะในมณฑลกวางตุ้งและฮ่องกง ซึ่งมีความต้องการผลิตภัณฑ์นมควายสูง

เนื้อควายและนมควายมีศักยภาพ ที่จะพัฒนาเป็นสินค้าอัตลักษณ์ของพื้นที่ หรือสินค้า OTOP ได้ หากมีการพัฒนาอย่างเป็นระบบ

ตั้งศูนย์วิจัยควายปลักไทย-จีน ดันโมเดลแก้จนใหม่

รศ.ดร.สมัคร แก้วสุกแสง รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยทักษิณ กล่าวว่า ศูนย์วิจัยควายปลักร่วมไทย-จีน จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาความยากจน และอาจพัฒนาเป็นโมเดลแก้จนรูปแบบใหม่ ที่จะเริ่มดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบในปีหน้า โดยศูนย์ดังกล่าวจะทำหน้าที่รวบรวมนักวิจัยทั้งรุ่นใหม่และผู้มีประสบการณ์ เพื่อร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการเลี้ยงควายปลัก

รศ.ดร.สมัคร แก้วสุกแสง รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยทักษิณ

รศ.ดร.สมัคร แก้วสุกแสง รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยทักษิณ

นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยกว่างซี ประเทศจีน ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยเป็นความร่วมมือทั้งในระดับมหาวิทยาลัย นักวิจัย และผู้นำชุมชน เพื่อยกระดับระบบการเลี้ยงควายปลัก และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนในพื้นที่

ทั้งนี้ ฝั่งไทยได้เสนอ 7 ประเด็นหลัก เพื่อขอรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและความร่วมมือจากประเทศจีน ได้แก่

  • การแก้ปัญหาการผสมเลือดชิด (Inbreeding) เพื่อพัฒนาสายพันธุ์ควายปลักไทย
  • เทคโนโลยีการผสมเทียม (AI) เพื่อเพิ่มอัตราความสำเร็จในการขยายพันธุ์
  • การพัฒนาสูตรอาหารมาตรฐาน (Nutrition Standard) จากเดิมที่ปล่อยให้ควายหากินเองตามธรรมชาติ มาเป็นการเสริมอาหารตามช่วงวัย เพื่อเพิ่มการเจริญเติบโตและมวลกล้ามเนื้อ
  • การจัดการสุขภาพสัตว์ การควบคุมและป้องกันโรคระบาด
  • การยกระดับสู่อุตสาหกรรมท้องถิ่น (Local Industry) ทั้งด้านการตลาดและระบบการผลิต
  • การใช้เทคโนโลยี GIS เพื่อบริหารจัดการพื้นที่เลี้ยงควายและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร
  • การแลกเปลี่ยนนักวิจัย (Mobility) ผ่านการจับคู่ความร่วมมือและส่งนักวิจัยไทยไปศึกษาดูงานที่มหาวิทยาลัยกว่างซี

บพท.ใช้โมเดลจีนขับเคลื่อนแก้จนครบวงจร

ดร.อโศก พลบำรุง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) กล่าวว่า การขับเคลื่อนงานขจัดความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ ซึ่งดำเนินงานอยู่ใน 20 จังหวัด และ บพท. ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ.2563 นั้น มีรูปธรรมความสำเร็จเกิดขึ้นอย่างหลากหลาย โดยได้นำรูปแบบและบทเรียนจากประเทศจีนมาใช้ในการออกแบบและขับเคลื่อนงาน

ดร.อโศก พลบำรุง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ บพท.

ดร.อโศก พลบำรุง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ บพท.

เราใช้บทเรียนจากจีนมาเป็นแนวทางในการออกแบบและขับเคลื่อนงานของเรา สิ่งหนึ่งที่พยายามทำคือการสร้างพื้นที่ต้นแบบแห่งความสำเร็จ

เหตุผลที่ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยกวางซี เนื่องจากเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเกษตร และมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาความยากจนในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีบริบทใกล้เคียงกับประเทศไทย จึงสามารถนำบทเรียนและประสบการณ์มาประยุกต์ใช้ร่วมกันได้

ไทย-จีน เปิดศูนย์วิจัย "ควายปลัก" ทะเลน้อย ขับเคลื่อนแก้จนชุมชน

ไทย-จีน เปิดศูนย์วิจัย "ควายปลัก" ทะเลน้อย ขับเคลื่อนแก้จนชุมชน

สำหรับความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยกวางซี มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการแก้ไขปัญหาความยากจน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการสร้างพื้นที่ต้นแบบความสำเร็จจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยทักษิณได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในพื้นที่ต้นแบบ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนงานวิจัยด้านองค์ความรู้ ในการพัฒนากลไกขจัดความยากจน โดยเน้นความร่วมมือผ่านกลไกภาคีในพื้นที่ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และโดยเฉพาะภาคชุมชน

อ่านข่าว :

ไทย-จีน จับมือดัน "แพะ" โมเดลแก้จน ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากปัตตานี

ผลงานวิจัยนวัตกรรมติดดิน สังเคราะห์ข้อมูล 4 ภูมิภาค ดันสู่แผนพัฒนาฯ ฉ.14 สภาพัฒน์

เปิดแคตตาล็อกนวัตกรรมพร้อมใช้มหาวิทยาลัยทั่วอีสาน ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก