"อนุทิน" แจ้งนายกฯ กัมพูชา ยกเลิก MOU 44 ลั่นเกาะกูดเป็นของไทย

การเมือง
19:49
จำนวนผู้ชม 68
"อนุทิน" แจ้งนายกฯ กัมพูชา ยกเลิก MOU 44 ลั่นเกาะกูดเป็นของไทย
"อนุทิน" โพสต์เล่านาทีแจ้งยกเลิก MOU 44 ต่อหน้านายกฯ กัมพูชา โดยถือว่ารับทราบการตัดสินใจของฝ่ายไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมระบุเกาะกูดเป็นของไทย

วันนี้ (8 พ.ค.2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย โพสต์​ภาพขณะร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ประเทศฟิลิปปินส์ ในเฟซบุ๊ก Anutin Charnvirakul พร้อมระบุข้อความว่า ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ซึ่งทำหน้าที่ประธานของที่ประชุมฯ นัดให้ตนพบกับ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ก่อนเปิดการประชุม เพื่อลดความตึงเครียด เมื่อช่วงเย็นวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา

ตนจึงใช้โอกาสนี้แจ้งนายกฯ กัมพูชาโดยตรงว่า รัฐบาลไทยตัดสินใจยกเลิก MOU2544 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และนายกฯ กัมพูชา รับทราบ พร้อมกับกล่าวว่า ผิดหวังต่อการที่รัฐบาลไทยได้ตัดสินใจเช่นนี้ รัฐบาลกัมพูชาจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากหันไปใช้แนวทางและกระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) ของอนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายทางทะเล หรือ UNCLOS ในการดำเนินการเรื่องข้อตกลงทางสิทธิประโยชน์ทางทะเลต่อไป

การยึดถือหลักปฏิบัติตามอนุสัญญาดังกล่าว เป็นไปตามความต้องการของรัฐบาลไทย เพราะจากนี้ไปหากมีการพูดคุยใดๆ ทั้ง 2 ประเทศ จะยึดถือหลักการและข้อกำหนดเดียวกัน เนื่องจากกัมพูชาเพิ่งให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคีของอนุสัญญานี้ เมื่อต้นปี 2569

นายอนุทิน ระบุว่า สำหรับตนการแจ้งให้กัมพูชา ได้รับทราบเรื่องการประกาศยกเลิก MOU 44 ของรัฐบาลไทยในการพบกันครั้งนี้ สามารถถือเป็นที่ประจักษ์ได้ว่า กัมพูชารับทราบการตัดสินใจของฝ่ายไทยอย่างเป็นทางการแล้ว นอกเหนือจากนั้น กัมพูชาแจ้งให้ฝ่ายไทยรับทราบถึงแนวทางการดำเนินการจากนี้ต่อไปของกัมพูชา และยังประกาศในที่ประชุมใหญ่ของผู้นำชาติอาเซียนด้วย เป็นอันสิ้นสงสัยว่า กัมพูชาจะยอมรับการยกเลิก MOU44 จากไทยหรือไม่

หากไม่ได้พบกันในครั้งนี้ รัฐบาลไทยจะต้องทำการแจ้งเป็นหนังสือไปยังรัฐบาลกัมพูชา และกว่าจะจบกระบวนการคงใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่าครึ่งปี

เมื่อไม่มี MOU 44 แล้ว จะไม่มีเส้นที่ลากผ่านเกาะกูด ให้เป็นที่เคลือบแคลงหรือกังวลต่อไปอีก พี่น้องประชาชนของผมสบายใจได้เลยว่า #เกาะกูดเป็นของประเทศไทยครับ

การหารือ 3 ฝ่ายระหว่างไทย-ฟิลิปปินส์-กัมพูชา เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2569

นายกฯ ระบุอีกว่า ส่วนประเด็นอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปักปันเขตแดน การเจรจาในระดับ JBC และ GBC ยังคงดำเนินการต่อไปตามเดิม ทั้ง 2 ฝ่าย ขอให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้ง 2 ประเทศพบปะและหารือกันมากขึ้น หากถึงจุดที่เหมาะสมก็ให้ยกระดับความสัมพันธ์ทางการทูตขึ้นมา ซึ่งจะจัดให้มีการหารือกันต่อไปจนกว่าจะบรรลุข้อตกลง

นอกจากนี้ มีการเห็นพ้องกันในเรื่องการปราบปรามแก๊งคอลเซนเตอร์และสแกมเมอร์ ให้ฝ่ายตำรวจของทั้ง 2 ประเทศร่วมมือกันดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด ตนได้ตอบตกลง เพราะประเทศและประชาชนไทยได้ประโยชน์ ส่วนเรื่องการเปิดด่านไม่มีการพูดถึง เรื่องความร่วมมืออื่นๆ ก็ยังไม่ได้ยกขึ้นมา ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายต่างเห็นพ้องต้องกันว่า สันติภาพเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากให้เกิดขึ้น

ผมแจ้งเขาว่า จะสร้างสันติภาพได้ ทั้ง 2 ฝ่ายต้องมีความจริงใจที่จะแก้ปัญหาร่วมกัน สร้างความมั่นใจให้เห็นกันจะๆ #หลีกเลี่ยงการใช้กำลังทางทหารต่อสู้กันให้มากที่สุด

"ทั้งหมดที่พบกันมีเพียงแค่นี้ ผมเห็นมีการประโคมข่าวทางโซเชียลมีเดีย อย่างมากมายและเป็นข่าวเท็จ ใช้จินตนาการนั่งเทียนเขียน เพื่อให้เกิดความแตกแยกและเกลียดชัง ทั้งที่ผมและรัฐมนตรีสีหศักดิ์ แถลงข่าวโดยละเอียดไปแล้ว" นายอนุทิน ระบุ

นายกฯ ยืนยันว่า รัฐบาลจะดำเนินการทุกอย่างด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และยึดถือความรู้สึกของประชาชนเป็นสำคัญ โดยตนอยู่กับสถานการณ์นี้มาตั้งแต่ยังเป็นรองนายกฯ และ มท.1 จนมาเป็นนายกฯ รอบ 2 จึงทราบดีว่าจะต้องทำอะไรและทำอย่างไร ทุกขั้นตอนจะคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน และจะอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและหลักการที่ทั้ง 2 ฝ่ายยอมรับร่วมกัน

อ่านข่าว

"นายกฯ อนุทิน" จับมือผู้นำอาเซียนลงนาม 4 ปฏิญญาสำคัญ

หารือ 3 ฝ่าย "อนุทิน" ย้ำไทยเดินหน้าสันติภาพ ผ่านการเจรจา-ความไว้ใจ

อาเซียนกังวล "สงครามอิหร่าน" เร่งวางมาตรการรับมือผลกระทบข้ามภูมิภาค