สู้วิกฤตปุ๋ยแพง! รัฐอัดฉีด 6 พันล้านแจกปุ๋ยอินทรีย์ แต่ชาวนาบอก "ใช้ไม่เป็น"

สิ่งแวดล้อม
18:15
จำนวนผู้ชม 488
สู้วิกฤตปุ๋ยแพง! รัฐอัดฉีด 6 พันล้านแจกปุ๋ยอินทรีย์ แต่ชาวนาบอก "ใช้ไม่เป็น"
ปัญหาปุ๋ยยูเรีย ขาดตลาดและราคาพุ่งสูง สวนทางราคาข้าวที่ต่ำ รัฐบาลเตรียมงัดงบ 6,000 ล้านซื้อปุ๋ยอินทรีย์แจกหวังแก้ปมปุ๋ยแพง แต่เกษตรกรส่วนใหญ่สะท้อนความกังวล "ใช้ไม่เป็น-ได้ผลช้า" หวั่นประสิทธิภาพด้อยกว่าปุ๋ยเคมีจนทำให้ขาดทุนซ้ำซาก

วันนี้ (7 พ.ค.2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกรไทยในพื้นที่ จ.นครสวรรค์และกำแพงเพชร ต้องเผชิญกับมรสุมเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เมื่อปัจจัยการผลิตที่สำคัญที่สุดอย่าง "ปุ๋ยเคมี" โดยเฉพาะสูตร 46-0-0 หรือปุ๋ยยูเรีย มีราคาทะยานขึ้นไปสูงถึง 1,300–1,500 บาท/กระสอบ และที่แย่กว่านั้น คือการเกิดภาวะขาดแคลนสินค้าอย่างหนัก สวนทางกับราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้ในราคาไม่เกินตันละ 6,000 บาท ซึ่งถือเป็นสภาวะ "เข้าเนื้อ" อย่างเลี่ยงไม่ได้

เพื่อแก้ปัญหานี้ รัฐบาลเตรียมจัดสรรงบประมาณสูงถึง 5,000–6,000 ล้านบาท เพื่อจัดหาปุ๋ยอินทรีย์และชีวภัณฑ์แจกจ่ายให้แก่เกษตรกรทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้กลับถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากผู้ใช้จริง

เกษตรกรบ้านบางมะฝ่อ อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์ กล่าวว่า ยอมรับว่ามีความกังวลใจเป็นอย่างมาก เพราะตลอดชีวิตการทำนา คุ้นเคยกับปุ๋ยเคมีที่ให้ผลผลิตรวดเร็วและเห็นชัด แต่สำหรับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์นั้น พวกเขาบอกว่า "ใช้ไม่เป็น" และมองว่าปุ๋ยอินทรีย์ให้ผลช้าเกินไป จนอาจทำให้ต้นข้าวโตไม่ทันตามกำหนด

มุมมองนี้สอดคล้องกับ นายนพดล มั่นศักดิ์ ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายโรงเรียนชาวนานครสวรรค์ ที่ตั้งข้อสังเกตว่า ปุ๋ยอินทรีย์มีความหลากหลายของสูตรและรูปแบบการผลิตที่มากเกินไป ทำให้เกษตรกรขาดความมั่นใจ โดยเฉพาะการคำนวณอัตราส่วน การใช้ที่ไม่เหมือนกับปุ๋ยเคมี การเอาปุ๋ยอินทรีย์ไปแจกผู้ที่เคยใช้เคมีมาตลอดจึงอาจ "ไม่ถูกทาง" และไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืนหากไม่มีการส่งเสริมความรู้อย่างจริงจัง

ด้าน ศ.อานัฐ ตันโช ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาเกษตรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า แม้การแจกจะเป็นเรื่องดี แต่ในระยะสั้นปุ๋ยอินทรีย์ที่มีในตลาด อาจไม่พอกับความต้องการใช้จริงของทั้งประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีความต้องการสูงถึงปีละ 4,500,000-5,500,000 ตัน รัฐควรเร่งสนับสนุนให้แต่ละจังหวัด มีโรงผลิตปุ๋ยอินทรีย์ของตัวเอง เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

ไม่เพียงแต่ชาวนาเท่านั้น เกษตรกรชาวไร่อ้อยและไร่มันสำปะหลังใน จ.กำแพงเพชร ก็ประสบชะตากรรมเดียวกัน บางรายต้องแบกรับการขาดทุนกว่าแสนบาท จากการตัดอ้อยรอบที่ผ่านมา และในฤดูกาลใหม่นี้ จำเป็นต้องหยุดใส่ปุ๋ยเพื่อประคองตัว ทำได้เพียงสูบน้ำเลี้ยงต้นไว้เท่านั้น

ขณะที่ชาวไร่มันสำปะหลัง ต้องหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์รองพื้น และยกร่องแปลงเอง เพื่อลดต้นทุนค่าแรงและค่าน้ำมัน ท่ามกลางความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่แปรปรวน

ปัจจุบัน "ข้าว" ยังคงเป็นพืชที่มีส่วนแบ่งการใช้ปุ๋ยเคมีสูงสุดถึงร้อยละ 51 ของประเทศ ตามมาด้วยพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ เช่น ปาล์มน้ำมัน ยางพารา และอ้อย ซึ่งล้วนแต่ต้องการธาตุอาหารในปริมาณมาก วิกฤตปุ๋ยแพงและขาดแคลนครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเกษตรกรกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นระเบิดเวลาของภาคเกษตรไทยที่ต้องการการแก้ไขที่สอดคล้องกับต้นทุนจริง

โดยเกษตรกรเรียกร้องให้รัฐช่วยดูแลราคาผลผลิตให้สมดุล เช่น ข้าวไม่ควรต่ำกว่าตันละ 8,000 บาท หรือมันสำปะหลัง ไม่ควรต่ำกว่ากิโลกรัมละ 3 บาท เพื่อให้พวกเขาสามารถอยู่รอดได้ในภาวะที่ต้นทุนปัจจัยการผลิตพุ่งสูงเกือบเท่าตัวเช่นนี้

อ่านข่าวอื่น :

สหรัฐฯ ส่ง "รูบิโอ" เคลียร์ใจ "โป๊ป" ปมทรัมป์วิจารณ์วาติกัน

พ่อเมืองเชียงรายสั่ง "แม่สาย" เฝ้าระวัง รับมือน้ำหลาก-น้ำท่วม 8-10 พ.ค.นี้

ปชน.ยันลงโทษวินัย "สส.ภัณฑิล" ปมพาดพิงกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน