วันนี้ (29 เม.ย.2569) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม ระบุว่า โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน เป็นโจทย์สำคัญของประเทศ โดยผลศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ยืนยันว่า "โครงการมีความคุ้มค่าและเป็นโอกาสของไทย"
เมื่อวันที่ 28 เม.ย.ที่ผ่านมา นายกฯ มีข้อสั่งการให้กระทรวงคมนาคมลงพื้นที่อีกครั้ง มีการทำประชาพิจารณ์แล้ว กำหนดเบื้องต้นว่า วันที่ 8 พ.ค.จะลงพื้นที่ไปที่ จ.ชุมพร ก่อน โดยเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปชุมพร อ.หลังสวน อ.พะโต๊ะ และขับรถจาก อ.พะโต๊ะ ไป จ.ระนอง ให้ท้องถิ่นผู้นำชุมชนมาหารือ พยายามเอาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบมามีส่วนร่วม ขอความเห็นจากชาวบ้านว่า เห็นด้วยหรือไม่
ผมจะไปชี้แจงข้อดีข้อเสียและผลการศึกษา อาชีพอะไรทำได้ เมื่อมีท่าเรือเพิ่มขึ้น การที่เรือมาทิ้งสมอจะสร้างอาชีพอะไร ไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัทใหญ่ สามารถเป็นบริษัทในพื้นที่ และจะมีอาชีพอะไรที่ต้องสงวนให้คนในพื้นที่เท่านั้น เพื่อให้คนพื้นที่ได้รับประโยชน์ แต่ต้องทำการศึกษาให้คนระนองและชุมพรก่อนเท่านั้น
ส่วนที่มีกระแสคัดค้าน นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่กังวล โดยมองว่า เป็นเรื่องปกติของโครงการขนาดใหญ่ พร้อมขอให้ทุกฝ่ายยึดประโยชน์ประเทศเป็นหลัก ไม่ใช่ผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
แรงต่อต้าน เมื่อมีประโยชน์จะมีแรงต่อต้านเป็นเงาตามตัว ผมไม่กลัวทัวร์ลง เพราะมาแต่คำว่าทัวร์ลงเท่านั้น ต้องฟัดแบบตรงไปตรงมา ตนไม่กลัวใครว่าตนมาล่าเป้า ใครมาจากไหน เรารู้ซึ่งกันและกัน ขอให้เลือกประโยชน์เพื่อประเทศชาติ ไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง
"เมื่อมีประโยชน์มากขึ้น แรงต่อต้านก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว เพราะนี่คือคำว่าผลประโยชน์ ซึ่งคนที่มาต่อต้าน ผมก็พูดตรงตรง ผมไม่กลัวทัวร์ บางคนมาด้วยผลประโยชน์ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นคำว่า ผลประโยชน์มันก็ต้องดูว่า ผลประโยชน์คนในพื้นที่ได้มากกว่า เราก็ต้องมาฟาดกันแบบตรงไปตรงมา ผมอาจจะใช้คำพูดที่แรงนะ เรื่องนี้เพราะผมเรียนว่าผมไม่สนใจ" นายพิพัฒน์ กล่าว
รมว.คมนาคม ยังกล่าวถึงกรณีสภาพัฒน์ฯ ระบุว่า ไม่ได้ศึกษาโครงการว่า เป็นคนละเรื่อง เพราะที่ศึกษาคลองไทยเป็นการศึกษามายาวนานแล้ว มี 4 เวอร์ชันจากคอคอดกระจนมาถึงคลองไทย ว่า จะเดินหน้าแลนด์บริดจ์ ไม่มีการแบ่งแยกประเทศไทยเป็น 2 ส่วน ไม่มีไทยเหนือ ไทยใต้ ที่ผ่านมาการแบ่งประเทศเป็น 2 ส่วนเป็นความกังวลฝ่ายความมั่นคง
พร้อมยืนยันว่า มีการสำรวจระบบนิเวศซึ่งจะพยายามกระทบให้น้อยที่สุด และส่วนที่มีความกังวลว่าจะส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม ยอมรับว่าหายไปบ้าง เพราะแลกมากับผลประโยชน์รายได้ที่จะเข้ามาในอนาคต
ทั้งนี้ คาดว่า พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคใต้ หรือ พ.ร.บ. SEC จะเสนอ ครม.ได้ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ และคาดว่าจะเปิดประมูลโครงการต้องรอการพิจารณาจากสภาฯ ก่อน
"สำหรับพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคเล็ก เรื่องแลนด์บริดจ์เป็นนโยบายเรือธงรัฐบาลเศรษฐา มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งต้องทำ หากโหวตเกิน 250 เสียงน่าจะผ่าน และจะชี้แจงกับ สว.ถึงประโยชน์ที่จะได้รับ คาดว่าปี 2573 จะตอกเสาเข็มได้" นายพิพัฒน์ กล่าว
อ่านข่าว :
"เดชรัต" ขอ ครม.หยิบ พ.ร.บ.อากาศสะอาด - พ.ร.บ.PRTR ก่อนเส้นตาย 12 พ.ค.
กพช.ไฟเขียวค่าไฟ 200 หน่วยแรก จ่ายไม่เกิน 3 บาท รับซื้อไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ 2.20 บาท
"UAE" ถอนตัว "OPEC" สะเทือนวิกฤตพลังงานโลก ?
