เมื่อวันที่ 28 เม.ย.2569 นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ปรากฏการณ์ "เอลนิโญ" จะเริ่มส่งผลกระทบชัดเจนกับไทย ช่วงเดือน ก.ค. และจะทวีความรุนแรงที่สุดช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. ไปจนถึงต้นปี 2570
แม้ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าจะยกระดับเป็น "ซูเปอร์เอลนิโญ" หรือไม่ แต่สภาวะอากาศจะมีความร้อนและแล้งจัดอย่างแน่นอน รัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมรับมือล่วงหน้า โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำหลักที่ต้องวางแผนล่วงหน้าถึง 2 ปี เพื่อให้มีน้ำเพียงพอใช้ไปจนถึงปี 2571
ขณะที่ปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนหลักอย่างเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิตติ์ แม้ยังมีน้ำอยู่เกือบเต็มความจุในช่วงต้นฤดูกาล แต่ในบางพื้นที่ เช่น ประจวบคีรีขันธ์และชุมพร เริ่มมีการประกาศเขตประสบปัญหาภัยแล้งแล้ว เนื่องจากฝนตกน้อย
ด้านนายปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (จิสด้า) นำเทคโนโลยีอวกาศมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยเกษตรกร โดยระบุว่า ความร้อนที่พุ่งสูงขึ้นถึง 44 องศาเซลเซียสในปีนี้ เป็นจุดอันตรายที่ส่งผลต่อความชื้นในดินโดยตรง และคาดการณ์ว่าสภาพความแห้งแล้งจะลากยาวต่อเนื่องไปอีก 2-3 ปี โดยจะมีช่วงฝนทิ้งช่วงที่น่ากังวลในเดือน ส.ค.-ก.ย.2569
นอกจากการใช้เทคโนโลยีอย่างแอปพลิเคชัน "เช็กแล้ง" ซึ่งเป็นเครื่องมือให้เกษตรกรสามารถวางแผนการเพาะปลูกช่วงฤดูแล้ง และ "Dragonfly" หรือแพลตฟอร์มเกษตรเชิงพื้นที่รายแปลง เข้ามาช่วยแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการปรับตัว โดยเฉพาะเกษตรกรในพื้นที่นอกเขตชลประทานต้องประเมินปริมาณน้ำต้นทุนของตนเองอย่างรอบคอบก่อนเริ่มเพาะปลูก
แม้ภาครัฐจะบูรณาการข้อมูลและเตรียมมาตรการช่วยเหลือทางการเงินผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ไว้รองรับ แต่เกษตรกรอาจต้องประหยัดน้ำ และเลือกปลูกพืชให้เหมาะสมกับสภาพอากาศที่กำลังจะแล้งจัดในปี 2570
อ่านข่าว
ทุเรียนลูกละ 100 บาท สะเทือนตลาดจริง ชาวสวนกังวลผู้บริโภคเข้าใจผิด
"สีหศักดิ์" ย้ำกัมพูชาต้องหยุดยั้งสงครามวาจา ยันพร้อมก้าวข้ามความขัดแย้ง
กรีซสอบมือปืนวัย 89 กราดยิงสถานที่ราชการกลางเอเธนส์ เจ็บ 4 คน
