วันนี้ (23 เม.ย.2569) หนังสือพิมพ์รายวันระดับยักษ์ใหญ่ 2 ฉบับอย่าง "ไทยรัฐ" และ "เดลินิวส์" ได้ประกาศปรับราคาจำหน่ายปลีกจากฉบับละ 10 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 15 บาท โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.นี้ เป็นต้นไป
การตัดสินใจดังกล่าวมีสาเหตุหลักมาจากปัญหาต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นสัญญาณชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของธุรกิจสื่อที่ได้รับผลกระทบมาตั้งแต่ยุคเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีดิจิทัล
สถานการณ์แผงหนังสือพิมพ์ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล พบว่า "ปลายน้ำ" ของธุรกิจนี้กำลังอยู่ในภาวะวิกฤต โดยเฉพาะย่าน ซ.วิภาวดี 60 และ 64 ซึ่งในอดีตเคยมีแผงหนังสือวางจำหน่ายเป็นจำนวนมาก แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 2 ร้านเท่านั้น
เจ้าของร้านระบุว่ายอดรับหนังสือต่อวันลดลงเหลือเพียงหลักสิบฉบับ โดยลูกค้าหลักยังคงเป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่เป็นสมาชิกประจำ ส่วนกลุ่มวัยรุ่นหรือนักศึกษานั้นแทบไม่มีผู้อ่านหน้าใหม่ จะเข้ามาซื้อเฉพาะเมื่อต้องนำไปใช้ประกอบการเรียนหรือทำรายงานส่งอาจารย์เท่านั้น
ใน จ.นนทบุรี ย่านตลาดปากเกร็ด มีความรุนแรงไม่ต่างกัน จากเดิมที่เคยมีร้านขายหนังสือพิมพ์ 5-6 แห่ง ปัจจุบันเหลือเพียง 2 แผงเล็ก ๆ เท่านั้น ซึ่งเจ้าของแผงรายหนึ่งระบุว่าหลังจากแจ้งเรื่องการปรับขึ้นราคาให้ลูกค้าทราบ พบว่าลูกค้าประจำบางส่วนที่อุดหนุนกันมานานกว่า 10 ปี ได้ตัดสินใจยกเลิกการสั่งจองทันทีเนื่องจากมองว่าภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น
ขณะที่เจ้าของแผงอีกรายที่ปรับลดขนาดร้านเหลือเพียงโต๊ะพับตัวเล็ก ๆ ยอมรับว่าได้กำไรเพียงฉบับละ 1.30 บาท และมีแนวโน้มที่จะเลิกขายหากสายส่งที่ร่วมงานกันมานานกว่า 40 ปี ตัดสินใจเลิกอาชีพนี้ เพราะปัจจุบันไม่มีผู้อ่านหน้าใหม่เข้ามาทดแทนกลุ่มเดิมเลย
ในส่วนภูมิภาคอย่าง จ.เชียงใหม่ บริเวณตลาดเมืองใหม่ พบว่าบรรยากาศตามแผงหนังสือค่อนข้างเงียบเหงา ผู้ซื้อส่วนใหญ่ซื้อไปให้ผู้สูงอายุที่บ้านอ่านเพื่อส่งเสริมเรื่องความจำและเป็นความคุ้นเคยเดิมที่ไม่มีความถนัดในการใช้เทคโนโลยีสมาร์ตโฟน แม้ผู้บริโภคจะเข้าใจถึงความจำเป็นในการปรับราคาตามภาวะเศรษฐกิจ แต่การปรับขึ้นราคาครั้งเดียวถึง 5 บาท ถูกมองว่าเป็นภาระที่หนักเกินไปสำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มผู้เกษียณอายุ
สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการขายส่งหรือ "สายส่ง" บริษัท ชินบุน เอ็กซ์เพรส จำกัด ย่านสำโรง จังหวัดสมุทรปราการ เปิดเผยข้อมูลที่สะท้อนความจริงอันน่าตกใจว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ยอดขายลดลงจากวันละ 20,000-30,000 ฉบับ เหลือเพียงวันละ 2,000-3,000 ฉบับเท่านั้น ซึ่งลดลงกว่าร้อยละ 90
อย่างไรก็ตาม ทางผู้ประกอบการได้พยายามปรับตัวด้วยการขยายพื้นที่จัดส่งให้ครอบคลุมมากขึ้นและเปิดช่องทางจำหน่ายผ่านระบบออนไลน์ส่งตรงถึงบ้านลูกค้า เพื่อพยายามประคับประคองธุรกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางความไม่แน่นอนหลังการปรับราคา
ขณะที่มุมมองจากภาคส่วนวิชาชีพสื่อ นายชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม เลขาธิการสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย วิเคราะห์ว่า วิกฤตครั้งนี้เป็นไปตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปรับข้อมูลข่าวสารผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ แม้สำนักพิมพ์หลายแห่งจะปิดตัวลงไปแล้ว แต่สื่อที่เหลืออยู่ต้องเร่งสร้างฐานผู้อ่านกลุ่มใหม่และปรับโมเดลธุรกิจให้ทันต่อเทคโนโลยี
ยังเชื่อมั่นว่าหนังสือพิมพ์จะยังไม่เลือนหายไปจากสังคมไทยในเร็ววัน เนื่องจากมี "เสน่ห์" และ "คุณค่า" เฉพาะตัว โดยเฉพาะบทบรรณาธิการ บทวิเคราะห์สถานการณ์ และข่าวสืบสวนเชิงลึกที่มีความเข้มข้นและน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นเนื้อหาที่มีคุณภาพและหาได้ยากในสื่อโซเชียลมีเดียที่มีความรวดเร็วแต่ขาดความลุ่มลึก การรักษาคุณภาพเนื้อหาจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้สื่อสิ่งพิมพ์ยังคงมีที่ยืนในสังคมยุคใหม่
อ่านข่าวอื่น :
สภาพอากาศวันนี้ พายุฤดูร้อนถล่มเหนือ-อีสาน ฝนฟ้าคะนอง ลมแรง ลูกเห็บตก
เค้นสอบ "ร.อ.วิโรจน์" รับสารภาพยิง "สส.กมลศักดิ์" ตร.เร่งคลี่ปมผู้บงการ
จีน-กัมพูชา ยกระดับสัมพันธ์ จัดประชุม 2+2 เสริมความร่วมมือ
