เรื่องรื้อปรับโครงสร้างพลังงานครั้งใหญ่ ที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง และประธานคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ท่ามกลางเสียงเชียร์จากหลายภาคส่วน ที่ต้องลุ้นว่าในทางปฏิบัติจะทำได้แค่ไหน และอย่างไร
เพราะเป็นเรื่องที่พูดถึงกันมากในวงกว้าง รวมทั้งมีเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ ทั้งเรื่องภาษีสรรพสามิตน้ำมัน และค่าการกลั่นน้ำมัน ที่เชื่อว่ามีส่วนให้ราคาน้ำมันดีดตัวแรง ในที่สุด กบง.ชิงประกาศลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น ลงลิตรละ 2 บาท
หลังจากนายเอกนิติ ได้นำผลการศึกษาของ คตร. ที่ประชุมต่อเนื่อง 3 วันซ้อน นับตั้งแต่ได้รับแต่งตั้ง และได้เชิญตัวแทนโรงกลั่นมาชี้แจงข้อมูลต้นทุนต่อ คตร.
กระทั่งพบว่า ค่าการกลั่นที่เพิ่มสูงจากลิตรละ 2.45 บาทช่วงก่อนเกิดวิกฤต เป็น 14-17 บาทในเดือนเมษายน เกิดจากการนำปัจจัยความเสี่ยงจากสงคราม หรือวอร์ พรีเมียม มาใช้คำนวณด้วย ทั้งที่ยังขาดความชัดเจนเรื่องตัวเลข
คตร.ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงาน ไปดำเนินการ 3 เรื่อง คือลดค่าการกลั่น ปรับค่าการตลาด และหาตัวเลขความเสี่ยงจากสงคราม หรือวอร์ พรีเมียม ซึ่งนายเอกนิติ ใช้คำว่า เกิดความผิดปกติในโครงสร้างราคาน้ำมัน
และกระทรวงพลังงาน มีกำหนดเรียกโรงกลั่นมาชี้แจ ง(อีกรอบ) ก่อนจะเรียกถกคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) หารือเพื่อรีดกำไรส่วนเกิน เข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งตอนนี้ติดลบไม่ต่ำกว่า 4.8 หมื่นล้านบาท จากการเข้าไปแทรกแซงราคาน้ำมัน
ทั้งนี้ คตร.และกระทรวงพลังงาน เห็นพ้องจะปัดฝุ่นนำ พระราชกำหนด หรือ พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 มาใช้ เพื่อให้นายกฯ มอบอำนาจให้ กบง. เป็นผู้กำหนดค่าการกลั่นในอนาคต
แต่จะถูกใจโรงกลั่นและกลุ่มทุนพลังงานหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เรื่องแนวทางให้โรงกลั่นคืนกำไรส่วนต่างส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เคยเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยมีมติ ครม.เมื่อ 21 มิ.ย.2565 เป็นผลจากสงครามการปะทะรุนแรงของรัสเซียที่บุกโจมตียูเครน
เนื่องจากเป็นเพียงมาตรการขอความร่วมมือกับ 6 โรงกลั่นน้ำมัน ส่วนใหญ่เป็นภาคเอกชนเป้าที่วางไว้ จะมีรายได้เข้ากองทุนเดือนละ 8,000 ล้านบาท รวม 3 เดือน วงเงินรวมประมาณ 24,000 ล้านบาท จึงกลายเป็นได้รับความร่วมมือจาก ปตท.รายเดียว วงเงินหลักพันล้านบาทเท่านั้น
แต่สะท้อนความตั้งใจและพยายามจะหารายได้จากส่วนอื่น และที่สำคัญเปิดช่องให้เห็นว่า ยังมีทางอื่นที่รัฐบาลพอทำได้
อย่างไรก็ตาม หากถอดรหัสจากคำให้สัมภาษณ์ของนายกฯ นายอนุทิน ในวันไปตรวจเยี่ยมโครงการไทยช่วยไทย ที่บางกะปิ เมื่อวันก่อน ที่ว่าเรื่องลดค่าการกลั่นใกล้จะได้ข้อสรุปแล้ว หลังพยายามเจรจากับโรงกลั่น และทุกรายยังพร้อมให้ความร่วมมือ
แต่ทั้งนี้ ต้องฟังจากทางโรงกลั่นด้วย ไม่ใช่ไปบีบบังคับ เพราะหากเขารู้สึกว่าขายแบบนี้แล้วไม่คุ้มค่าการกลั่น อาจถึงขั้นหยุดการกลั่นน้ำมัน จะยิ่งเกิดปัญหาเพิ่มทวีขึ้นไปอีก
แม้อาจจะเป็นคำพูดเชิงหลักการ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทำให้หลายภาคส่วนพลอยวิตก และต้องลุ้นว่า รัฐบาลจะเดินหน้าเอาจริงเรื่องนี้แค่ไหน การเจรจากับโรงกลั่น จะได้ข้อยุติอย่างไร
โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับ ท่าทีของนายเอกนิติ ที่เป็นเทคโนแครตจากวงนอก ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ ซึ่งออกตัวแรง รวมทั้งท่าทีของนายเอกนัฏที่ก่อนหน้านี้ ได้วิจารณ์กระทรวงพลังงานยุครัฐมนตรีคนก่อนไว้มาก
แต่หากมองในมุมบวก ก็อาจมองเป็นข่าวดีได้ เมื่อล่าสุดนายเอกนัฏยืนยันว่า นายกฯได้โทรศัพท์มาสั่งการ ให้ลุยเต็มที่ และยืนยันว่า จะต้องชัดเจนในวันนี้ (7 เม.ย.)
ขณะที่ น.ส.รสนา โตสิตระกูล โพสต์ข้อความได้กลิ่นรัฐบาลจะเลือกกู้เงิน 1.5 แสนล้านบาทเพื่อนำมาโปะเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแทน เท่ากับส่อเค้าไม่แตะต้องผลประโยชน์โรงกลั่นและกลุ่มทุนพลังงาน
เรื่องปรับรื้อโครงสร้างน้ำมันและพลังงาน จึงเป็นศึกใหญ่ที่ต้องวัดกันหลายปัจจัย ขึ้นอยู่กับฝ่ายไหน มีอำนาจและเป็น "ของจริง" มากกว่ากัน
"ประจักษ์ มะวงศ์สา" บรรณาธิการอาวุโส
อ่านข่าว
DSI พบพิรุธ "เรือขนน้ำมัน" ไปสุราษฎร์ฯ เพิ่มเป็น 99 เที่ยว-แล่นนานขึ้น
UNSC หารือเปิด "ฮอร์มุซ" เรียกร้อง "อิหร่าน" ยุติการปิดเส้นทาง
"พิพัฒน์" ยันไม่มีฮันนีมูน พร้อมลุยงาน ย้ำตรึงราคาค่าโดยสารสงกรานต์
