อัคราฯ เตรียมยื่นอุทธรณ์ หลังศาลสั่งชดใช้ชาวบ้านคดีเหมืองทอง-ฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อน

สิ่งแวดล้อม
13:28
จำนวนผู้ชม 1,370
อัคราฯ เตรียมยื่นอุทธรณ์ หลังศาลสั่งชดใช้ชาวบ้านคดีเหมืองทอง-ฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อน
อัคราฯ เตรียมยื่นอุทธรณ์ตามกระบวนการยุติธรรม หลังศาลสั่งชดใช้ชาวบ้านรับผลกระทบ - ฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อน คดีเหมืองทอง

จากกรณีเมื่อวันที่ 24 มี.ค.2569 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาในคดีที่ประชาชนในพื้นที่ จ.พิจิตร และ จ.เพชรบูรณ์ รวมตัวยื่นฟ้องต่อ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส ผู้ประกอบการเหมืองทองคำอัครา กรณีการทำเหมืองแร่ทองคำของบริษัทฯ สร้างผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของชาวบ้านมากว่า 20 ปี

ศาลได้พิเคราะห์จากพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการสืบพยานแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานของทางฝ่ายโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ รับฟังได้ว่ากระบวนการทำเหมืองของจำเลยก่อให้เกิดการรั่วไหลของโลหะหนักจากบ่อเก็บกักกากแร่ที่ 1 บริเวณทิศใต้ กระจายตัวสู่พื้นที่ราบและแหล่งน้ำธรรมชาติโดยรอบ ส่งผลให้ตรวจพบโลหะหนักปนเปื้อนในลำคลองสาธารณะ และยังพบสารโลหะหนักตกค้างในร่างกายของชาวบ้าน

นอกจากนี้โจทก์และสมาชิกกลุ่มยังได้รับผลกระทบจากฝุ่นละอองจากการระเบิดเหมืองแร่ รวมถึงมลพิษทางเสียงที่เกินเกณฑ์มาตรฐาน อันเป็นการกระทำละเมิดต่อประชาชน ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ได้รับผลกระทบ

คำพิพากษาระบุให้บริษัท อัคราฯ ชดใช้ค่าเยียวยาแก่ผู้ที่ตรวจพบโลหะหนักในร่างกาย "เกินค่ามาตรฐาน" โดยผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี ได้รับเงินเยียวยาคนละ 200,000 บาท ส่วนผู้ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ได้รับคนละ 100,000 บาท ขณะที่กลุ่มผู้ที่ตรวจพบโลหะหนักในร่างกาย "ไม่เกินค่ามาตรฐาน" หากมีอายุต่ำกว่า 15 ปี จะได้รับเงินเยียวยาคนละ 100,000 บาท และผู้ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ได้รับคนละ 50,000 บาท

นอกจากนี้ ศาลยังสั่งให้บริษัทจ่ายเงินเยียวยาด้านจิตใจจากความหวาดกลัวและความวิตกกังวล โดยกรณีเกินค่ามาตรฐาน คนละ 20,000 บาท ส่วนกรณีไม่เกินค่ามาตรฐาน ได้รับคนละ 10,000 บาท

ขณะเดียวกัน ศาลมีคำสั่งให้บริษัทชดใช้ค่ารักษาพยาบาล ค่าอุปโภคบริโภค และค่าครองชีพ รวมถึงค่าขาดประโยชน์จากการใช้แหล่งน้ำสาธารณะและการดำรงวิถีชีวิตในชุมชน คนละ 5,000 บาท เท่ากันทุกประเภท พร้อมกำหนดให้บริษัทรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่อง โดยสงวนสิทธิไม่เกิน 2 ปี นับจากวันที่มีคำพิพากษา

ในด้านการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ศาลสั่งให้บริษัทดำเนินการปรับปรุงและฟื้นฟูพื้นที่โดยรอบเหมือง รวมถึงแหล่งน้ำสาธารณะ อ่างเก็บน้ำ และพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ให้ปราศจากการปนเปื้อนจากการทำเหมือง ตลอดจนให้จัดการกากแร่ และกลบบ่อกักเก็บกากแร่ให้เป็นไปตามหลักวิชาการ ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ

ภาพประกอบข่าว อัคราฯ เตรียมยื่นอุทธรณ์ หลังศาลสั่งชดใช้ชาวบ้านคดีเหมืองทอง-ฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อน

อัคราฯ เตรียมยื่นอุทธรณ์ตามกระบวนการยุติธรรม

ล่าสุดวันนี้ (25 มี.ค.2569) บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ได้ออกเอกสารชี้แจงต่อกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า ตามที่ศาลแพ่ง (ศาล) ได้นัดฟังคำพิพากษาคดีที่ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งยื่นฟ้อง บริษัท อัคราฯ โดยกล่าวอ้างว่าการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำของบริษัทฯ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนนั้น เมื่อวันที่ 24 มี.ค.2569 ศาลได้มีคำพิพากษาให้บริษัทฯ ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ และฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อน โดยให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นั้น

จากการพิจารณาหลักฐานของฝั่งบริษัทฯ แล้ว มีความขัดกันกับผลของคำพิพากษาอย่างมีนัยสำคัญ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่บริษัทฯ ต้องดำเนินการยื่นอุทธรณ์เพื่อให้มีการพิจารณาพยานหลักฐานของบริษัทฯ อย่างครบถ้วนยิ่งขึ้น ทั้งในส่วนของเอกสาร พยานผู้เชี่ยวชาญและพยานแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง บริษัทฯ เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าพยานหลักฐานของบริษัทฯ นั้น มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนอย่างชัดแจ้งและมีความน่าเชื่อถือเพียงพอ

อย่างไรก็ดี พยานหลักฐานที่สำคัญเหล่านี้อาจยังไม่ได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ด้วยเหตุดังกล่าว บริษัทฯ จึงไม่อาจเห็นพ้องกับคำพิพากษาดังกล่าวได้ และถือโอกาสนี้เรียนชี้แจงเพิ่มเติมดังนี้

อ่านข่าว : "ศาลแพ่ง" สั่ง บ.อัคราฯ จ่ายชดเชยชาวบ้านได้รับผลกระทบเหมืองทอง

คดีนี้ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาและพิสูจน์ข้อเท็จจริงมาเป็นระยะเวลาเกือบ 10 ปี นับตั้งแต่ปี 2559 ทั้งยังเป็นข้อกล่าวหาที่อ้างอิงข้อมูลในช่วงปี 2554–2559 ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการนำเสนอข้อเท็จจริงต่อศาล ผ่านพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร และข้อมูลทางวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากอย่างรอบด้าน

ภาพประกอบข่าว อัคราฯ เตรียมยื่นอุทธรณ์ หลังศาลสั่งชดใช้ชาวบ้านคดีเหมืองทอง-ฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อน

ทั้งนี้ บริษัทฯ ขอยืนยันว่า ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปี ของการดำเนินกิจการ บริษัทฯ ได้ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบ และมาตรการที่เกี่ยวข้องที่หน่วยงานภาครัฐกำหนดอย่างเคร่งครัด รวมถึงการดำเนินงานตามรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) มาโดยตลอด ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบและบริหารจัดการบ่อกักเก็บหางแร่ตามมาตรฐานสากล การควบคุมและบำบัดสารที่ใช้ในกระบวนการผลิต

ตลอดจนการตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมทั้งในดิน น้ำ และอากาศอย่างต่อเนื่อง โดยมีข้อมูลและหลักฐานทางวิชาการรองรับอย่างชัดเจน และยังได้รับการตรวจสอบของหน่วยงานภาครัฐและสถาบันที่เกี่ยวข้องอยู่เสมอ โดยเหมืองแร่ทองคำชาตรีของบริษัทฯ ถือเป็นหนึ่งในเหมืองที่ได้รับการกำกับดูแลและตรวจสอบอย่างเข้มงวดที่สุด

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่จัดทำระบบเฝ้าระวังสุขภาพประชาชนรอบเหมือง โดยมีการตรวจสุขภาพประชาชนในรัศมี 5 กิโลเมตรเป็นประจำทุกปี และส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานสาธารณสุขในระดับต่าง ๆ เพื่อใช้ติดตามและดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านสุขภาพของชุมชน ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีเหตุอันสงสัยว่า การประกอบการได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนแต่อย่างใด

นอกเหนือจากการดำเนินงานด้านเทคนิคและวิศวกรรม บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมและการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างต่อเนื่อง และได้นำข้อเสนอแนะจากชุมชนมาปรับปรุงการดำเนินงาน เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นร่วมกัน

ภาพประกอบข่าว อัคราฯ เตรียมยื่นอุทธรณ์ หลังศาลสั่งชดใช้ชาวบ้านคดีเหมืองทอง-ฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อน

นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร ของบริษัทฯ กล่าวว่า หากเหมืองก่อผลกระทบจริง พนักงานของเราคือคนกลุ่มแรกที่ต้องได้รับผลกระทบก่อน ซึ่งพนักงานเหล่านี้มีครอบครัวและคนที่รักอาศัยอยู่ในพื้นที่ หากเราทำอะไรไม่รอบคอบ หรือทำในสิ่งที่ทำให้ครอบครัวของพี่น้องพนักงานตกอยู่ในความเสี่ยงแล้ว เค้าไม่ยอมแน่ ในทางตรงข้าม

พนักงานเหล่านี้ล้วนตั้งใจปฏิบัติงานเพื่อให้มั่นใจว่า การดำเนินงานของเหมืองเป็นรากฐานสำคัญของครอบครัวและเศรษฐกิจของชุมชน และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อครอบครัวของตนเอง พนักงานของเราจึงเปรียบเสมือนอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ร่วมกันสอดส่องดูแลการดำเนินงานในทุกขั้นตอน และตลอดเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้รับเสียงตอบรับผ่านช่องทางต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องว่า อยากทำงานที่เหมือง, อยากทำงานใกล้บ้าน และ อยากให้เหมืองเดินหน้าต่อ การต่อสู้คดีในครั้งนี้ของบริษัทฯ จึงไม่ใช่เพียงเพื่อผลประกอบการเท่านั้น หากแต่เพื่อสร้างหลักประกันให้กับอนาคตของผู้คนอีกนับหมื่นที่เชื่อมั่นในบริษัทฯ

คำพิพากษาในครั้งนี้เป็นเพียงกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น ซึ่งยังไม่ถึงที่สุด โดยบริษัทฯ อยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดและเหตุผลของคำพิพากษาในแต่ละประเด็นอย่างรอบคอบร่วมกับที่ปรึกษากฎหมาย เพื่อนำผลมาประกอบการอุทธรณ์ต่อไป ทั้งนี้ การดำเนินงานของบริษัทฯ ยังคงเป็นไปตามปกติ และบริษัทฯ จะยังคงมุ่งมั่นรักษาและยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและการดูแลชุมชนอย่างต่อเนื่องเช่นที่ผ่านมา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ทุกภาคส่วนต่อไป

ทีมสัตวแพทย์ จัดฟัน “ฮิปโปฯ พี่เป๋” พบฟันล่างยาวผิดปกติ

ไทยถกเมียนมา เข้มชายแดนแม่สอด–เมียวดี คุมลอบเข้าเมือง

สภาฯ ถกวิกฤตพลังงาน สส.เพื่อไทย-ภูมิใจไทย พกปิ่นโต นำกลางวันมากินเอง