วันนี้ (24 มี.ค.2569) รศ.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการหลักสูตรการเมือง และยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) วิเคราะห์โผคณะรัฐมนตรี ในรัฐบาลชุด "อนุทิน 2" ในรายการประจักษ์จับประเด็น ไทยพีบีเอส
ผู้สื่อข่าวถามว่า เพราะอะไรจึงไม่มีชื่อ ศาสตราจารย์กิตติคุณ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ในโผรายชื่อ ครม.
รศ.พิชาย กล่าวว่า วิเคราะห์ได้จาก 2 แนวทางคือ เจ้าตัวไม่ต้องการตำแหน่งเอง หรืออาจมีข้อเรียกร้องเพิ่มเติม ถ้าแนวที่ อ.บวรศักดิ์ไม่เอามันก็น่าจะเป็นเพราะการเป็นรัฐบาลเต็มตัวสี่ปี อาจมีข้อเรียกร้องมากขึ้น ถ้าเราย้อนกลับไปดูรัฐบาลชั่วคราวก่อนหน้านี้ เราจะเห็นว่า อ.บวรศักดิ์จะมีเงื่อนไขมากในการร่วมรัฐบาล เช่น จะไม่เข้าไปยุ่งคดีการเมือง จะทำแค่ตัวบทกฎหมายเท่านั้น แต่ในสถานการณ์ของรัฐบาลชั่วคราวที่ต้องการภาพลักษณ์ที่ดีด้วย นายอนุทินก็อาจจะยอม
เมื่อเป็นรัฐบาลเต็มตัว และพรรคภูมิใจไทยมีกำลังในการกำหนดทิศทางบริหารมากขึ้น ก็อาจเป็นไปได้ว่า ข้อเรียกร้องที่ให้ อ.บวรศักดิ์ทำมีมากขึ้น และเงื่อนไขของ อ.บวรศักดิ์ไม่ตอบสนองการทำงานของรัฐบาลใหม่ได้ ทำให้กลายเป็นข้อจำกัด ทีนี้เมื่อรัฐบาลอนุทิน ที่อยากอยู่ 4 ปี ก็คงมีประเด็นตัวบทกฎหมายเยอะ ทั้งเรื่องพรรค เรื่องรัฐบาล ถ้าหาก อ.บวรศักดิ์เข้าไป เขาคงมองว่าเปลืองตัวมาก หากมองในมุมของ อ.บวรศักดิ์ มันเป็นการดีกว่าที่จะไม่เข้าร่วมและเดินออกมาเสีย ไม่งั้นเปลืองตัว
รศ.พิชาย กล่าวต่อว่า หากมองในมุมของนายอนุทิน การที่ อ.บวรศักดิ์อยู่ในรัฐบาลคงไม่สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการให้ประโยชน์กับรัฐบาล และพรรคภูมิใจไทยอย่างเต็มที่ ดูแล้วอาจไม่คุ้มกับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี หนึ่งตำแหน่ง ที่ต้องมอบให้แล้วนั่งต่อกันไปอีกนาน ตนคิดว่า เขาคงอยากได้นักกฎหมายที่ทุ่มเทในการทำงานให้รัฐบาล และให้พรรคด้วย ที่มีคดีอะไรกันมากมาย เขาคงอยากได้ข้อเสนอแนะ หรือมากกว่านั้น ก็คือการเข้าไปร่วมในการกำหนดทิศทางการสู้คดีด้
คนที่เข้ามาได้ข่าวว่าเป็น ปกรณ์ นิลประพันธ์ โดยตำแหน่งแล้วเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนายอนุทินมาก่อน การบอกกล่าวให้ทำอะไรมันอาจจะกว้างกว่าที่จะบอกให้ อ.บวรศักดิ์ทำ เพราะเขาเป็นอาจารย์ผู้ใหญ่ อาจมีความเกรงใจกัน แต่นายปกรณ์นั้นรุ่นราวคราวเดียวกับนายอนุทิน แถมเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชามาก่อน การบอกกล่าวสั่งงานอาจราบรื่น และทุ่มเทมากกว่า ในการเป็นกลไกรัฐบาล
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากสุดท้ายแล้วรัฐบาลเลือกนายปกรณ์ ใครจะได้เสียมากกว่ากัน รศ.พิชาย กล่าวว่า ความคิดอ่านต่างๆ อ.บวรศักดิ์ย่อมเหนือกว่านายปกรณ์ เพราะผ่านร้อนหนาวทางการเมือง และกฎหมายอะไรมามากกว่า เป็นผู้ขับเคลื่อนหลายเรื่องในประเทศ ไม่ว่าจะถูกใจคนหรือไม่ก็ตาม ส่วนปกรณ์เป็นข้าราชการประจำ ความคิดอาจเป็นอนุรักษ์นิยมสูง และพร้อมทำตามสิ่งที่รัฐบาลต้องการมากกว่า อ.บวรศักดิ์
การที่ อ.บวรศักดิ์ไม่เข้าไป ตัวเขาคงไม่เสียอะไร เพราะสไตล์นักวิชาการเข้าไปร่วมรัฐบาลนี่จะเสียมากกว่า มีตัวอย่างแล้วอย่าง ศาสตราจารย์กิตติคุณ วิษณุ เครืองาม เข้าไปรัฐบาลโดนวิจารณ์จากแวดวงนิติศาสตร์มากมาย หรืออย่าง อ.บวรศักดิ์ถ้าเข้าไปแล้วไม่ทำตามที่รัฐบาลต้องการก็อาจถูกกดดันด้วย การที่เขาถอยออกมาน่าจะเป็นทางเลือกที่ดี
ส่วน นายปกรณ์ เป็นคนใหม่ เครดิตทางสังคมอาจไม่ได้ทัดเทียม อ.บวรศักดิ์ แต่เขามีความแม่นในตัวบทกฎหมาย เพราะเป็นเลขาธิการกฤษฎีกา แต่จะไปคาดหวังให้ช่วยขับเคลื่อนความก้าวหน้าของระบอบประชาธิปไตยมันคงจะยาก สิ่งที่จะเป็นไปได้สำหรับนายปกรณ์ คือการทำงานที่สอดคล้องกับทิศทางที่รัฐบาลต้องการ การเข้าไปของปกรณ์ก็อาจทำให้รัฐบาลอนุทินมีกลไกที่พร้อมทำตามเจตจำนงค์ตัวเองสะดวกขึ้น และตัวปกรณ์ก็คงไม่เสียหายอะไร
เมื่อถามว่า หาก อ.บวรศักดิ์ ถอนตัว เพราะไม่อยากเปลืองตัว แสดงว่ารัฐบาลจะเจอปัญหากฎหมาย-นิติสงครามเยอะ ใช่หรือไม่ รศ.พิชาย ตอบว่า คดีฮั้ว สว.ก็ยังไม่จบ คดีเขากระโดงก็ยังไม่จบ คดีที่จะตามมาแม้จะอยู่ในอำนาจรัฐ แต่ตามสไตล์บ้านใหญ่ มักจะมีการครอบครองที่ดินไม่ถูกต้องเยอะ หากเรื่องราวถูกขุดขึ้นมา มันจะเป็นปัญหาของรัฐบาล รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวกับจริยธรรม ซึ่งจะมีคนร้องอยู่จำนวนหนึ่ง นี่คือสิ่งที่เราเห็นว่า รออยู่ ยังไม่รวมสิ่งที่ซ่อนอยู่อีกไม่รู้จะมีอีกเท่าไร
ส่วนกรณีที่เหตุใด อ.บวรศักดิ์ จึงยินยอมมาทำงานให้รัฐบาลในช่วง 3 เดือนก่อนหน้านี้ รศ.พิชาย วิเคราะห์ว่า เพราะเป็นช่วงเวลาที่สั้น และ อ.บวรศักดิ์ มีเงื่อนไขดังที่กล่าวไปแล้ว คงไม่ตอบสนองความต้องการของพรรคภูมิใจไทยหรืออนุทินได้ในระยะสี่ปี ที่จะมีเรื่องราวมารุมเร้าเยอะ มันคงไม่คุ้ม หากจะจัดโควต้ารองนายกฯ
สัปดาห์ที่ผ่านมา สังเกตได้ว่า อ.บวรศักดิ์ปกติเวลาถูกนักข่าวถาม จะตอบแบ่งรับแบ่งสู้ แต่ในช่วงจะถึงการโหวตนายอนุทินเป็นนายก ฯ จนถึงเมื่อวานนี้ มันไม่มีข่าวอะไรหลุดออกมาเลยว่า นายอนุทินจะชวน อ.บวรศักดิ์มาเป็นรองนายกฯ เมื่อเขาเห็นสัญญาณแล้ว คงคิดอยู่ในใจว่า รอนานแล้วไม่ชวนเสียที สงสัยจะไม่เอาเราแล้ว ดังนั้นจึงมีข่าวออกมาว่า อ.บวรศักดิ์ไม่รับ รีบแถลงเสียก่อนว่า ตัวเองไม่เอา ตัดหน้าก่อนที่จะรู้ว่า เขาไม่เอาตัวเอง
รศ.พิชาย กล่าวต่อว่า สำหรับคดีใหญ่ที่รออยู่ ที่อาจเป็นเหตุผลให้ อ.บวรศักดิ์ ตัดสินใจไม่ไปต่อ เท่าที่เห็นและประเมินได้คือเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ และเรื่องคำสัญญาของรัฐบาลเอง ตัวอย่างง่ายๆ ที่ อ.บวรศักดิ์ไม่เห็นด้วยแน่ คือกฎหมายที่พรรคภูมิใจไทยต้องการผลักดันขยายอายุ วาระนายกเทศมนตรี หรือนายก อบจ. จากเดิมเป็นได้สองวาระติดกัน เขาอยากขยายให้เป็นกันยาว ๆ ไปเลย คือโดยหลักการพื้นฐานผมเชื่อว่า อ.บวรศักดิ์ไม่เห็นด้วย กับกฎหมายแบบนี้ เพราะตัวท่านผลักดันการกระจายอำนาจมาพอสมควรทีเดียว แต่ในส่วนของนายปกรณ์ไม่น่ามีปัญหาในประเด็นนี้
อีกเรื่องที่มีข้อเสนอผลักดันให้กำนันผู้ใหญ่บ้าน มีวาระไม่เกิน 2 วาระ แต่ก่อนรัฐธรรมนูญ 40 ก็กำหนดไว้เช่นนั้น ให้มีไม่เกิน 2 วาระ แล้วมาแก้กันภายหลังว่า ให้เป็นจนกระทั่งเกษียณเลย ถ้าเกิดว่ามีข้อเรียกร้องต่อสังคมและเสนออะไรขึ้นมา ให้กำหนดวาระกำนันผู้ใหญ่บ้านเช่นเดียวกับผู้บริหารท้องถิ่น ตนคิดว่าเรื่องนี้ อ.บวรศักดิ์จะเห็นด้วย แต่ภูมิใจไทยอาจจะไม่
ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลจะขาดรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายไม่ได้เลยใช่หรือไม่ รศ.พิชายกล่าวว่า ปกติเขามีสองตำแหน่งที่อาจจะทำแทนกันได้ หนึ่งคือมี รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย เพราะการบริหารงานแผ่นดินมันมีเรื่องกฎหมายเยอะ พลาดนิดเดียวจะส่งผลต่อรัฐบาลได้ ก็ต้องการคนที่เชี่ยวชาญกฎหมายมหาชน มาช่วยกรองหรือแม้แต่ตัดสินใจ หรือถ้าไม่มี เช่น ในยุค นายเศรษฐา ทวีสิน และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เขาจะใช้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ที่ อ.ชูศักดิ์ ศิรินิล เป็นอยู่ช่วงหนึ่ง รัฐบาลเพื่อไทยมักจะใช้ตำแหน่งเหล่านี้
รศ.พิชาย ยังวิเคราะห์กรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เคยพูดไว้เรื่องความเข้มข้นในการตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี มีการอ้างอิงคำวินิจฉัยศาลคดี นายภูมิธรรม เวชยชัย และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง แต่ตอนนี้รายชื่อในพรรคภูมิใจไทยที่เกี่ยวโยงคดีฮั้ว สว. หรือคนเพื่อไทย ที่มีเรื่องบุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์เสียเอง ว่าจะสร้างปัญหาให้กับภูมิใจไทยอย่างแน่นอน โดยเฉพาะคดีฮั้ว สว.
อย่างฮั้ว สว.เขาวินิจฉัยแล้วใน 229 คน หากเป็นตัว สว.เองมันก็ไม่กระทบกับรัฐมนตรี แต่ถ้าเป็นคนอย่างนายอนุทิน หรือนายภราดรที่อยู่ในลิสต์รายชื่อด้วย ถูก กกต.วินิจฉัยส่งศาล จะมีปัญหาแน่ เพราะถ้าส่งไปก็ถูกร้องเรื่องจริยธรรมได้ เราจะเห็นว่าเขาพยายามกดดันกันเต็มที่ไม่ให้ กกต.ส่งชื่อ 229 คนไปศาล
ดังเช่นอนุกรรมการชุดที่ 36 บอกว่า 229 คนนี้ไม่ผิด เรื่องนี้อันตรายมาก เพราะก่อนหน้านี้เคยมีกรณีผู้สมัคร สว.ที่สอบตกเคยคุยกันในไลน์ว่า จะแลกคะแนนกัน ยังถูกส่งศาลเลย แล้วคราวนี้มีเท่าที่ทราบมามีหลักฐานทั้งจาก อ.สมชัย และทนายอั๋นบุรีรัมย์ หลักฐานมันมีมากกว่าเคสก่อนหน้านี้เสียอีก หากไม่ส่งก็ไม่รู้จะตอบสังคมยังไง ถ้า กกต.ไม่ส่งก็อาจมีคนฟ้อง กกต.ได้
เมื่อผู้สื่อข่าวให้ รศ.พิชาย วิเคราะห์รูปคดีฮั้ว สว. ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร รศ.พิชาย กล่าวว่า เขาอาจจะส่งไปจำนวนหนึ่ง สังเวยเพื่อลดกระแส แล้วปล่อยที่เหลือ เพราะการปล่อยทั้ง 229 คนมันหนักหนาเกินกว่าสังคมจะยอมรับได้ แต่ถึงอย่างนั้นแม้จะลดกระแสได้ แต่คนที่ไม่ถูกส่งอาจกลายเป็นปมปัญหาของ กกต. อาจโดนฟ้องว่าทำไมไม่ส่ง ผมคิดว่าน่าจะออกมาทำนองนี้
อ่านข่าว
เปิดโผ "ครม.อนุทิน 2" สะเด็ดน้ำ 35 คน ลุ้นอีก 1 รายชื่อ "บวรศักดิ์" ไม่ได้ไปต่อ
ครม.อนุทิน 2 ยังไม่ลงตัว "บวรศักดิ์" ถอย-เพื่อไทย ลุ้นกันนัว
"จุลพันธ์" ปัดเพื่อไทยไม่พอใจ โผ ครม.มั่นใจคุณสมบัติครบ
ครม.อนุทิน 2 สะเด็ดน้ำ นายกฯ พยักหน้า "ปกรณ์" นั่งรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย
