ค้นหา
ทีวีออนไลน์
เว็บไซต์ในเครือ
เว็บไซต์บริการ

"ผ่าตัดกระเพาะ" ทางลัดผอมชั่วคราว หรือ เครื่องมือสู่สุขภาพดียั่งยืน ?

สังคม
13:21
604
"ผ่าตัดกระเพาะ" ทางลัดผอมชั่วคราว หรือ เครื่องมือสู่สุขภาพดียั่งยืน ?
อ่านให้ฟัง
11:10อ่านข่าวให้ฟังโดย Botnoi Voice เว็บแอปพลิเคชันสำหรับสร้างเสียงจากข้อความด้วย AI (Text to Speech)
ในยุคที่ "โรคอ้วน" กลายเป็นปัญหาสุขภาพเรื้อรัง "การผ่าตัดกระเพาะอาหาร" จึงเป็นทางเลือกที่นิยม ช่วยลดน้ำหนักได้มากและยั่งยืน ลดหรือหายขาดโรคแทรกซ้อน แต่ผู้ป่วยต้องเข้าใจรายละเอียดเพื่อไม่ให้เป็นแค่ทางลัดชั่วคราว แต่เป็นเครื่องมือสู่สุขภาพที่ดี

การผ่าตัดกระเพาะอาหาร (Bariatric Surgery) ไม่ใช่การผ่าตัดเพื่อความงามเหมือนการดูดไขมัน แต่เป็นการรักษาโรคอ้วนในระดับรุนแรง โดยใช้การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร เพื่อให้คนไข้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น รับประทานอาหารได้น้อยลง และปรับระดับฮอร์โมนที่ควบคุมความหิว เช่น ฮอร์โมน Ghrelin ที่ลดลงหลังผ่าตัด

การรักษาด้วยวิธีนี้ได้รับการยอมรับว่า มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดน้ำหนักระยะยาวและช่วยรักษาโรคประจำตัวที่มากับความอ้วนได้ โดยองค์การแพทย์สากล เช่น American Society for Metabolic and Bariatric Surgery (ASMBS) ยืนยันว่า สามารถลดน้ำหนักได้ร้อยละ 50-70 ของน้ำหนักส่วนเกินภายใน 1-2 ปีแรก และช่วยให้โรคเรื้อรังดีขึ้นหรือหายขาดได้ในหลายกรณี

นอกจากนี้ การผ่าตัดยังช่วยปรับเปลี่ยนระบบย่อยอาหาร ทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารน้อยลง ซึ่งส่งผลดีต่อการควบคุมน้ำตาลในเลือดและไขมันในเลือด โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่อาจไม่ต้องพึ่งยาอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดต้องทำร่วมกับการปรับพฤติกรรมเพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืน

ใครบ้างที่ควรเข้ารับการผ่าตัด ?

งานวิจัยเรื่อง Who is a good adult candidate for metabolic and bariatric surgery ? ระบุว่า ไม่ใช่ทุกคนที่มีน้ำหนักเกินจะสามารถเดินไปขอผ่าตัดได้ทันที โดยทั่วไปแพทย์จะใช้เกณฑ์ดัชนีมวลกาย (BMI) และภาวะสุขภาพประกอบการตัดสินใจ ดังนี้

  • ผู้ที่มี BMI มากกว่า 40 หรือ BMI ตั้งแต่ 35-40 ร่วมกับมีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวานชนิดที่ 2 ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หรือโรคข้อเสื่อม ซึ่งตามแนวทางของสถาบันโรคเบาหวาน โรคทางเดินอาหาร และโรคไตแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ ชี้ว่า BMI ระดับนี้ถือว่ามีความเสี่ยงสูงต่อโรคแทรกซ้อน
  • สำหรับชาวเอเชีย เกณฑ์อาจปรับลดลงมาที่ BMI มากกว่า 32.5 หากมีโรคร่วมที่รุนแรง เนื่องจากชาวเอเชียมีแนวโน้มสะสมไขมันในช่องท้องมากกว่า ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและเบาหวาน
  • ผู้ที่พยายามลดน้ำหนักด้วยวิธีปกติ (ควบคุมอาหารและออกกำลังกาย) แล้วไม่ได้ผล อย่างน้อย 6 เดือน โดยมีประวัติทางการแพทย์ยืนยัน
  • ต้องมีอายุระหว่าง 18-65 ปี และไม่มีปัญหาทางจิตเวชรุนแรง เช่น โรคซึมเศร้าที่ไม่ได้รับการรักษา หรือภาวะติดสุรา ซึ่งอาจส่งผลต่อการปรับตัวหลังผ่าตัด นอกจากนี้ ผู้ป่วยต้องผ่านการประเมินจากทีมแพทย์สหสาขา รวมถึงนักโภชนาการและนักจิตวิทยา เพื่อยืนยันความพร้อมทางร่างกายและจิตใจ

เทคนิคยอดนิยมในการผ่าตัด

ปัจจุบันนิยมใช้การผ่าตัดแบบส่องกล้อง (Laparoscopic Surgery) เพราะแผลเล็ก เจ็บน้อย และฟื้นตัวเร็ว โดยมี 3 วิธีหลัก คือ

  1. Sleeve Gastrectomy (SG) ตัดกระเพาะออกประมาณร้อยละ 75-80 ให้เหลือรูปทรงคล้ายกล้วยหอม ช่วยลดฮอร์โมนความหิว (Ghrelin) ทำให้กินน้อยลงและอิ่มเร็ว โดยไม่ต้องเปลี่ยนเส้นทางลำไส้ ซึ่งตามข้อมูลจาก ASMBS เป็นวิธีที่นิยมที่สุดเพราะง่ายและเสี่ยงน้อยกว่าวิธีอื่น
  2. Roux-en-Y Gastric Bypass (RYGB) ตัดแบ่งกระเพาะส่วนบนให้เป็นถุงเล็ก ๆ แล้วนำไปต่อกับลำไส้เล็กโดยตรง เพื่อจำกัดการกินและลดการดูดซึมอาหาร โดยวิธีนี้ช่วยลดน้ำหนักได้มากและควบคุมเบาหวานได้ดี แต่ต้องติดตามสารอาหารอย่างใกล้ชิด
  3. Endoscopic Sleeve Gastroplasty (ESG) นวัตกรรมใหม่ที่ใช้การส่องกล้องลงไปเย็บกระเพาะให้เล็กลงผ่านทางปาก โดยไม่มีแผลภายนอกเลย เหมาะสำหรับผู้ที่มี BMI ไม่สูงมาก และต้องการหลีกเลี่ยงการผ่าตัดใหญ่ ตามข้อมูลจาก Cleveland Clinic วิธีนี้เป็นวิธีที่ไม่ต้องตัดกระเพาะออก แต่ให้ผลคล้าย SG นอกจากนี้ ยังมีวิธีอื่น เช่น Biliopancreatic Diversion with Duodenal Switch (BPD/DS) ที่ใช้สำหรับเคสอ้วนมาก แต่เสี่ยงสูงกว่า

ข้อดีที่มากกว่าแค่น้ำหนักลด

การผ่าตัดช่วยให้โรคประจำตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เช่น โรคเบาหวานและความดันอาจหายขาดได้ ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งบางชนิด เพิ่มความมั่นใจ และทำให้ผู้ป่วยมีอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น ASMBS ระบุว่า สามารถลดความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหัวใจร้อยละ 40 เบาหวานร้อยละ 92 และ มะเร็งร้อยละ 60

นอกจากนี้ ยังช่วยลดความเสี่ยงโรคตับอักเสบจากไขมัน (NAFLD) ลดอาการหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) และปรับปรุงคุณภาพชีวิต เช่น เพิ่มความคล่องตัว ลดอาการปวดข้อ และลดภาวะซึมเศร้า ตามข้อมูลจาก UCLA Health ที่พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มีสุขภาพจิตดีขึ้นหลังผ่าตัด การผ่าตัดยังช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ในผู้หญิงที่มีปัญหา PCOS หรือภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ และลดความเสี่ยงโรคหัวใจวายและหลอดเลือดสมองมากกว่าร้อยละ 50

ผลข้างเคียง-ข้อเสียที่ต้องรับมือ

แม้จะได้ผลลัพธ์ที่ดี แต่การผ่าตัดก็มีความเสี่ยงและผลข้างเคียงที่ต้องพิจารณา ได้แก่

  • ภาวะขาดวิตามินและสารอาหาร เนื่องจากกินได้น้อยลงและระบบดูดซึมเปลี่ยนไป คนไข้จำเป็นต้องรับประทานวิตามินเสริมไปตลอดชีวิต เช่น วิตามิน B12 เหล็ก แคลเซียม และวิตามิน D เพื่อป้องกันโลหิตจาง กระดูกพรุน และโรคกระดูกอ่อน
  • อาการคลื่นไส้ อาเจียน หากกินเร็วหรือกินอาหารหวานจัดเกินไป อาจเกิดอาการวิงเวียน เหงื่อออก และท้องเสียได้ โดยเฉพาะหลังผ่าตัดแบบ RYGB (ตัดแบ่งกระเพาะส่วนบนให้เป็นถุงเล็ก ๆ แล้วนำไปต่อกับลำไส้เล็กโดยตรง) จะพบได้ร้อยละ 85 ในช่วงแรก แต่ส่วนใหญ่อาการดีขึ้นภายในไม่กี่เดือน
  • ปัญหาผมร่วง พบในช่วง 3-5 เดือนแรกหลังผ่าตัด เนื่องจากร่างกายได้รับโปรตีนและวิตามินไม่เพียงพอในช่วงน้ำหนักลดฮวบ ซึ่งเป็นอาการชั่วคราวและผมจะขึ้นใหม่
  • ผิวหนังหย่อนคล้อย หลังน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว ผิวหนังอาจปรับตัวไม่ทันและห้อยย้อย จนอาจต้องผ่าตัดตกแต่งผิวหนังเพิ่มเติมในภายหลัง นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงอื่น เช่น การติดเชื้อ แผลรั่ว ลิ่มเลือดอุดตัน และภาวะแทรกซ้อนจากการดมยาสลบ ซึ่งพบน้อย

ค่าใช้จ่ายและสิทธิการรักษา

ราคาการผ่าตัดแตกต่างกันไปตามโรงพยาบาลและเทคนิคที่ใช้ เช่น โรงพยาบาลเอกชน มีราคาตั้งแต่หลักแสนบาท ส่วนใหญ่เป็นแพ็กเกจ ค่าผ่าตัดรวมค่าพักฟื้นที่โรงพยาบาล 4-5 คืน และการติดตามหลังผ่าตัด

ส่วนสิทธิประกันสังคม มีสำหรับผู้ประกันตน ม.33 และ ม.39 ที่มีภาวะ "อ้วนทุพพลภาพ หรือ Morbid Obesity" โดยต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์เฉพาะทางว่ามีความจำเป็นทางการแพทย์ สามารถขอใช้สิทธิผ่าตัดได้ฟรีในสถานพยาบาลคู่สัญญา 53 แห่งทั่วประเทศ โดยรวมค่าเตรียมตัวก่อนผ่าตัดและติดตามระยะยาว

หลังผ่าตัดแล้ว จะกลับมาอ้วนได้อีกไหม ?

มีโอกาสกลับมาอ้วนได้ หากไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การผ่าตัดเป็นเพียงเครื่องมือช่วยในช่วง 1-2 ปีแรกเท่านั้น หลังจากนั้นหากกลับไปมีนิสัยการกินแบบเดิม เช่น กินจุบจิบ ดื่มน้ำหวาน หรือไม่ออกกำลังกาย กระเพาะที่เหลืออยู่สามารถขยายตัวและน้ำหนักก็จะกลับมาเพิ่มขึ้นได้อีก

ข้อมูลจาก Mayo Clinic ระบุว่า พบน้ำหนักเพิ่มกลับในร้อยละ 20-30 ของผู้ป่วยภายใน 5-10 ปี เนื่องจากปัจจัยเช่น การกินตามอารมณ์ หรือ กระเพาะยืดตัว การศึกษาจาก Nature Medicine ชี้ว่าผู้ป่วยที่กลับมาอ้วนอาจเกิดจากปัจจัยทางกายภาพ เช่น ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง หรือพฤติกรรมไม่สม่ำเสมอ โดยเฉลี่ยน้ำหนักเพิ่มกลับร้อยละ 25-40 ของน้ำหนักที่ลดไปภายใน 2-5 ปี แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการติดตามแพทย์และปรับไลฟ์สไตล์

การผ่าตัดกระเพาะอาหารคือโอกาสครั้งสำคัญในการเริ่มต้นสุขภาพใหม่ แต่ความสำเร็จที่แท้จริงขึ้นอยู่กับ "วินัย" ของตัวผู้ป่วยเอง ทั้งการเลือกรับประทานอาหารโปรตีนสูง การเคี้ยวให้ละเอียด และการพบแพทย์ตามนัดอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การลดน้ำหนักครั้งนี้เป็นการลดครั้งสุดท้ายในชีวิต

ดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน รับประทานโปรตีน 60-100 กรัม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และตรวจเลือดทุกปีเพื่อป้องกันขาดสารอาหาร การติดตามระยะยาวจากทีมแพทย์สหสาขา เช่น นักโภชนาการและนักจิตวิทยา จะช่วยป้องกันน้ำหนักเพิ่มกลับและรักษาผลลัพธ์ได้ยาวนาน สุดท้าย หากปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด การผ่าตัดจะไม่ใช่ทางลัดแต่เป็นเครื่องมือสู่ชีวิตสุขภาพดี

อ่านข่าวอื่น :

ลุ้น "เสือณเดช" จับคู่ "เสือโคร่งสาวตัวใหม่" ผืนป่าแก่งกระจาน

ฮุน มาเนต หวังสหรัฐฯ ช่วยคลี่คลายขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา

ตร.ยึดรถใช้หลบหนีได้แล้ว ระดมกำลังปิดล้อมจับชายมีปืนใน จ.ปทุมธานี