กสม. ร่วมถกกับตัวแทนภาครัฐ เสนอวิธี
เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ที่ ห้องประชุมศูนย์สันติวิธีและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะอนุกรรมการสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากรในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดย ศ.อมรา พงศาพิชญ์ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นางวิสา เบ็ญจะมโน และนายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าร่วมประชุมเพื่อรับฟังข้อมูลจากตัวแทนหน่วยงานภาครัฐทั้งจากส่วนกลางและพื้นที่ สืบเนื่องจากคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ได้ร้องเรียนขอให้ตรวจสอบการดาเนินงานของหน่วยงานรัฐ ในการกู้นิคมอุตสาหกรรมที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดปทุมธานี
มีตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ ประกอบด้วย นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะผู้แทน ศปภ. ตัวแทนการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรมกรมควบคุมโรค กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และผู้แทนจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดปทมุธานี ร่วมกับ นางสุนี ไชยรส กรรมการปฏิรูปกฎหมาย รศ.ดร.ทรงศักดิ์ ศรีอนุชาติ นายกสมาคมพิษวิทยา นายชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย และนางเรืองรวี พิชัยกุล ผู้แทนมูลนิธิเอเชีย
ที่ประชุมได้ข้อสรุป ดังนี้
1. หลักการทางานในการกู้โรงงานทั้งในและนอกนิคมอุตสาหกรรม ต้องคานึงถึงประโยชน์และความมั่นคง ทั้งของภาคธุรกิจการลงทุน สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของคนและชุมชนที่อาศัยอยู่โดยรอบโรงงาน ตลอดจนภาคแรงงานในโรงงานอุตสาหกรรมนั้นๆ ด้วย
2. การตรวจสอบคุณภาพน้าที่ท่วมขังในโรงงานอุตสาหกรรมนั้น ทางกรมควบคุมมลพิษ กรมควบคุมโรค กรมโรงงานอุตสาหกรรม และการนิคมอุตสาหกรรม ยืนยันว่า มีการตรวจสอบทั้งก่อนและระหว่างการสูบน้าออกจากนิคม ซึ่งทั้ง 4 หน่วยงานยินดีจะส่งข้อมูลทั้งหมดมายัง คณะกรรมการสิทธิแห่งชาติ เพื่อการติดตามตรวจสอบต่อไป
3. การตั้งคณะทางานดาเนินการกู้นิคม ต้องประกอบด้วยตัวแทนภาครัฐ นักวิชาการ ภาคแรงงาน และชุมชน เข้ามามีส่วนร่วม เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ในการกู้นิคม
4. กระบวนการกู้นิคมอุตสาหกรรม ต้องคานึงถึงสิทธิเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร โดยหน่วยงานของรัฐต้องเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้ทั่วถึง เพื่อให้เกิดความเข้าใจและความร่วมมือกันในการกู้นิคม เพราะการไม่รู้ข้อมูลข่าวสาร จะก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจ ไม่มั่นใจในสวัสดิภาพและความปลอดภัยในชีวิตของผู้คนในชุมชน และแรงงานในนิคมจะเป็นสาเหตุของความขัดแย้งและความรุนแรง ดังเช่นกรณี การเคลื่อนย้ายถุงทรายขนาดใหญ่ที่บริเวณดอนเมือง หรือทาลายคันกั้นน้า ที่คลองสามวา เป็นต้น
5. รัฐบาลควรมีแผนงานสร้างระบบการฟื้นฟูเยียวยาและชดเชยความเสียหายโดยจัดตั้งเป็นกองทุนเฉพาะกิจเพื่อการฟื้นฟูเยียวยา เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับทุกภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติน้าท่วมครั้งนี้
ภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากรมีภารกิจที่ต้องดาเนินการต่อคือ
ก. กาหนดแผนงานกิจกรรมการเปิดเวทีสาธารณะ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการกู้นิคมให้ปลอดภัย จัดการประชุมวิชาการและสื่อสารสาธารณะให้สังคมได้รับข้อมูลเพิ่มขึ้น และการติดตามวิเคราะห์คุณภาพน้าเป็นระยะๆ ทั้งนี้ในทั้ง 3 แผนงานจะเป็นการทางานร่วมกับ มูลนิธิเอเชีย นักวิชาการสมาคมพิษวิทยา กรรมการปฏิรูปกฎหมาย และกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย
ข. ทางอนุกรรมการสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากรรับเป็นคนกลางในการประสานงานกับสถาบันอุดมศึกษาทั้ง ๗ แห่ง เพื่อรวบรวมรายชื่อนักวิชาการ ตัวแทนแรงงาน และชุมชน เข้าไปร่วมในคณะทางานของหน่วยงานภาครัฐในการกู้นิคมอุตสาหกรรมด้วย
ค. คณะอนุกรรมการสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร ต้องดาเนินการในเชิงยุทธศาสตร์ นโยบายการจัดการน้า และพิจารณาการแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่ปิดกั้นทางน้าจนเกิดวิกฤติน้าท่วม เพื่อเป็นมาตรการในการป้องกันและเสนอต่อรัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้พิจารณาดาเนินการต่อไป
