นักดาราศาสตร์ไทยร่วมค้นพบ "พัลซาร์แมงมุมแม่ม่ายดำ" ดวงใหม่

วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี
17:42
จำนวนผู้ชม 2,724
Thai PBS
นักดาราศาสตร์ไทยร่วมค้นพบ "พัลซาร์แมงมุมแม่ม่ายดำ" ดวงใหม่
ผู้ช่วย AI

วันนี้ (24 ก.ย.2568) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร. หรือ NARIT) เปิดเผยว่า ดร.ติณณ์ ทองมีอาคม และ ดร.อดิพล โพธิ์ศรีสม นักดาราศาสตร์จากสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ค้นพบ พัลซาร์แมงมุมแม่ม่ายดำดวงใหม่ PSR J1544–2555 มีคาบการหมุนเพียง 2.4 มิลลิวินาที และมีคาบวงโคจร 2.7 ชั่วโมง ซึ่งจะเป็นเป้าหมายใหม่สำหรับการศึกษาด้านฟิสิกส์พลังงานสูง การเกิดคราสของระบบดาวคู่ และวิวัฒนาการของพัลซาร์ในวงการต่อไป

งานวิจัยดังกล่าวตีพิมพ์ลงในวารสาร Monthly Notices of the Royal Astronomical Society เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2568 ที่ผ่านมา เมื่อดาวฤกษ์มวลมากสิ้นอายุขัยลง จะยุบตัวลงจนกลายเป็นดาวนิวตรอนที่หมุนเร็วมาก พร้อมสนามแม่เหล็กอันทรงพลัง ปลดปล่อยสัญญาณวิทยุออกไปโดยรอบคล้ายกับประภาคาร เมื่อสังเกตการณ์จากบนโลกด้วยกล้องโทรทรรศน์วิทยุ เราจะได้รับสัญญาณวิทยุเป็นจังหวะ วัตถุประเภทนี้ว่า เรียกว่า “พัลซาร์” (pulsar)

พัลซาร์บางดวงนั้นหมุนรอบตัวเองด้วยความเร็วเหนือจินตนาการ โดยมีคาบการหมุนอยู่ในระดับมิลลิวินาที เราเรียกพัลซาร์เหล่านี้ว่า “พัลซาร์มิลลิวินาที” (millisecond pulsar; MSP) หากพัลซาร์นี้อยู่ในระบบดาวคู่ โดยที่ดาวคู่ของตนนั้นมีขนาดเล็ก อาจเป็นไปได้ว่าพัลซาร์นั้นได้ดูดกลืนหรือเป่ามวลคู่ของตนเองออก เปรียบได้กับแมงมุมแม่ม่ายดำที่กลืนกินคู่ของพวกมัน

ด้วยเหตุนี้นักดาราศาสตร์จึงเรียกพัลซาร์ประเภทนี้ว่า “พัลซาร์แมงมุม” (spider pulsar) แบ่งออกเป็น พัลซาร์แมงมุมแม่ม่ายดำ (black-widow pulsar) ที่มีมวลของดาวคู่น้อยกว่า 10% ของมวลดวงอาทิตย์ และพัลซาร์แมงมุมหลังแดง (redback pulsar) ที่มีมวลของดาวคู่ตั้งแต่ 10 ถึง 50% ของมวลดวงอาทิตย์

สำหรับการค้นพบพัลซาร์แมงมุมแม่ม่ายดำ PSR J1544–2555 ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิจัยในทีม TRAPUM (TRAnsients And PUlsars with MeerKAT) กลุ่มความร่วมมือนานาชาติเพื่อหาพัลซาร์ด้วยกล้องโทรทรรศน์วิทยุ MeerKAT ที่ประกอบด้วยจานรับสัญญาณถึง 64 จาน กระจายเป็นระยะทางกว่า 8 กิโลเมตรกลางทะเลทรายในแอฟริกาใต้

การค้นหาเริ่มจากการระบุว่าวัตถุใดมีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นพัลซาร์แมงมุม โดยใช้ตำแหน่งคร่าว ๆ ของรังสีแกมมาจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Fermi จากนั้นสังเกตลักษณะการแปรแสงแบบเฉพาะของพัลซาร์แมงมุมในช่วงคลื่นที่ตามองเห็นด้วยอุปกรณ์ ULTRACAM จากกล้อง New Technology ประเทศชิลี และสุดท้ายยืนยันว่าเป็นพัลซาร์ด้วยกล้องโทรทรรศน์วิทยุ MeerKAT ประเทศแอฟริกาใต้

งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นความสำคัญของดาราศาสตร์ในช่วงหลายความยาวคลื่นทั้งคลื่นวิทยุ คลื่นที่ตามองเห็น และช่วงคลื่นรังสีแกมมา เพื่อค้นพบพัลซาร์แมงมุมใหม่ ๆ พร้อมทั้งได้สร้างแบบจำลองระบบพัลซาร์แมงมุมในช่วงแสงที่ตามองเห็น (optical modelling) และการจับเวลาพัลซาร์ (pulsar timing) ในช่วงคลื่นวิทยุและแกมมาร่วมกันอีกด้วย

ปัจจุบัน นักดาราศาสตร์ทั่วโลกพบพัลซาร์แมงมุมแม่ม่ายดำทั้งหมดประมาณ 50 ดวงเท่านั้น ซึ่งพัลซาร์ประเภทนี้เป็นหนึ่งในช่วงรอยต่อสำคัญที่จะช่วยให้เราเข้าใจฟิสิกส์พลังงานสูง ระบบดาวคู่ และวิวัฒนาการของพัลซาร์ได้

NARIT อธิบายเพิ่มว่า เห็นได้ว่า การศึกษาดาราศาสตร์ที่สำคัญของยุคปัจจุบันนั้น จะต้องอาศัยเครื่องมือและความร่วมมือระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น โดยกล้องโทรทรรศน์วิทยุ MeerKAT ที่ใช้ในการศึกษานี้ เป็นต้นแบบของกล้อง SKA-Mid ของหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์วิทยุ Square Kilometre Array Observatory (SKAO) ที่กำลังจะกลายมาเป็นหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์วิทยุที่ใหญ่ที่สุดในโลกในช่วงคลื่นวิทยุ โดยจะมีพื้นที่รับสัญญาณรวมถึง 1 ตารางกิโลเมตร กระจายอยู่กลางทะเลทรายในแอฟริกาใต้และออสเตรเลีย การศึกษาวิจัยดาราศาสตร์ในช่วงคลื่นวิทยุ และการตีพิมพ์ผลงานการค้นพบพัลซาร์แมงมุมแม่ม่ายดำดวงใหม่ของนักวิจัยไทยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของนักวิจัยในเวทีโลกได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน ประเทศไทยได้พัฒนาขีดความสามารถด้านการวิจัยในสาขาดาราศาสตร์วิทยุอย่างต่อเนื่อง อาทิ การสร้างหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์วิทยุแห่งชาติขนาด 40 เมตร ที่ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ การเชื่อมต่อหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์วิทยุแห่งชาติกับกล้องโทรทรรศน์วิทยุกับเยอรมนีและจีน การสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์เครืองมือวิจัยขั้นสูง รวมถึงเป็นแหล่งฝึกฝนพัฒนาบุคลากรนักดาราศาสตร์และวิศวกรเทคโนโลยีคลื่นวิทยุจากประเทศประเทศทั่วโลก เช่น โครงการแลกเปลี่ยนนักวิจัยและวิศวกรจากบอตสวานา ซึ่งเป็นสมาชิกของ SKAO มาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับศูนย์ปฏิบัติการดาราศาสตร์วิทยุของ สดร. ในปลายปีนี้

อ้างอิง: [1] [2] ข้อมูล: ดร. ติณณ์ ทองมีอาคม - นักวิจัย กลุ่มวิจัยดาราศาสตร์วิทยุ สดร.

อ่านข่าว