สตง.ชี้ตั้งหน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจในสถาบันอุดมศึกษา รัฐทุ่มงบฯแล้วกว่า 300 ล้านบาท แต่ได้ผลงานไม่บรรลุเป้าหมาย
โครงการจัดตั้งหน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจในสถาบันอุดมศึกษา (University Business Incubator : UBI) จัดตั้งขึ้น เพื่อส่งเสริมให้มีการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมทางวิชาการมาพัฒนา/ ต่อยอดสู่การนำไปใช้ประโยชน์ในระบบอุตสาหกรรมการผลิตและพาณิชยกรรม และมีเป้าหมายการจัดตั้ง UBI ในสถาบันอุดมศึกษา จำนวน 56 แห่ง ทั่วประเทศ โดยมีระยะเวลาดำเนินการโครงการตั้งแต่ปี 2548 – 2554 วงเงินงบประมาณ จำนวนทั้งสิ้น 643 ล้านบาท
ข่าวจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แจ้งว่า จากการตรวจสอบการดำเนินงานโครงการจัดตั้งหน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจในสถาบันอุดมศึกษา หรือ UBI ตั้งแต่เริ่มดำเนินการในปีงบประมาณ 2548 ถึง ปีงบประมาณ 2551 ซึ่งมีการใช้จ่ายเงินงบประมาณไปแล้วทั้งสิ้น 306 ล้านบาท โดย สตง. ได้สุ่มตรวจสอบ UBI จำนวน 28 แห่ง จากจำนวนทั้งหมด 56 แห่ง พบว่า UBI บางแห่งยังไม่สามารถส่งเสริมให้มีการนำผลงานวิจัย หรือนวัตกรรมของสถาบันอุดมศึกษามาพัฒนาสู่การสร้างผู้ประกอบการใหม่ได้ตามวัตถุประสงค์ของโครงการ
ผลการตรวจสอบของ สตง. ระบุว่า มีผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ดำเนินการบ่มเพาะซึ่งไม่มีลักษณะของผลงานวิจัยหรือนวัตกรรม จำนวนมากถึง 36 ราย จากจำนวนผู้ประกอบการที่เข้ารับการบ่มเพาะวิสาหกิจที่ สุ่มตรวจสอบทั้งสิ้น 88 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 40.91 เช่น การบ่มเพาะผลิตภัณฑ์ข้าวหลาม น้ำนมถั่วเหลืองพร้อมดื่ม หมี่สั้วสมุนไพร ข้าวสารเพื่อสุขภาพ สบู่สมุนไพร ร้านกาแฟสดและขนม บริการรับจัดดอกไม้ เป็นต้น
ในขณะเดียวกัน มีผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีลักษณะเป็นผลงานวิจัยหรือนวัตกรรมของสถาบันอุดมศึกษาที่ UBI ตั้งอยู่ มีจำนวน 37 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 42.05 ของผู้ประกอบการที่สุ่มตรวจสอบ เช่น ผิวหนังเทียมที่ใช้ในการเรียนการสอนของนักศึกษาแพทย์ ซอฟต์แวร์ระบบรักษาความปลอดภัยผ่านกล้องวงจรปิด รถจักรยานไฟฟ้าและสามล้อไฟฟ้าเพื่อผู้พิการ-สูงอายุ ปุ๋ยอินทรีย์เสริมแร่ปั้นเม็ด บริการนำเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เป็นต้น ส่วนที่เหลืออีก 15 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 17.04 ของผู้ประกอบการที่สุ่มตรวจสอบ เป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีลักษณะเป็นผลงานวิจัยหรือนวัตกรรมจากที่อื่น ๆ เช่น สถาบันการศึกษา หรือหน่วยงานราชการ เป็นต้น
รายงานของ สตง. ระบุว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ UBI บางแห่งยังไม่สามารถส่งเสริมให้มีการนำผลงานวิจัยหรือนวัตกรรมของสถาบันอุดมศึกษามาพัฒนาสู่การสร้างผู้ประกอบการใหม่ได้ตามวัตถุประสงค์ของโครงการมีหลายประการ อาทิ UBI ส่วนใหญ่ขาดความพร้อมด้านการบริหารจัดการของผู้บริหาร UBI เนื่องจากผู้บริหาร UBI ส่วนใหญ่เป็นอาจารย์ประจำของสถาบันการศึกษา ซึ่งมีภารกิจด้านการสอน และกิจกรรมด้านอื่น ๆ ของสถาบันการศึกษา อีกทั้งยังมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่แตกต่างกันไป มากกว่าที่จะเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในด้านการบริหารธุรกิจโดยตรง
นอกจากนี้ การดำเนินงานโครงการมีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย แนวทางปฏิบัติ และตัวชี้วัดบ่อยครั้ง ทำให้ผู้ปฏิบัติงานเกิดความไม่ชัดเจนในการทำงานตามแนวทางหรือนโยบายของ UBI และที่สำคัญ คือ สถาบันการศึกษาบางแห่งยังขาดผลงานหรือสิ่งประดิษฐ์ที่สามารถนำมาใช้ในเชิงธุรกิจได้ กอปรกับผลงานวิจัยส่วนใหญ่ต้องใช้ระยะเวลาและเงินทุนจำนวนมากในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบก่อนที่จะนำมาผลิตออกสู่ตลาดได้จริง ซึ่งอาจไม่เป็นไปตามเงื่อนไขด้านระยะเวลาที่กำหนดไว้ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลให้การใช้จ่ายเงินงบประมาณกว่า 300 ล้านบาท ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ และ UBI ยังไม่สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในสถาบันอุดมศึกษาไทยในการนำเสนอผลงานวิจัย เทคโนโลยี สิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรมที่สร้างในสถาบันอุดมศึกษาออกสู่โลกแห่งความเป็นจริง และสร้างรายได้กลับสู่สถาบันอุดมศึกษาและประเทศได้
ยิ่งไปกว่านั้น สตง. ยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินอุดหนุนของ UBI บางแห่ง ซึ่งมีการใช้จ่ายเงินสนับสนุนในรูปของเงินกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำให้แก่ผู้ประกอบการ ในปี 2549-2551 จำนวน 6 ราย เฉลี่ยรายละ 150,000 – 200,000 บาท รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 950,000 บาท แต่เมื่อครบกำหนดเวลาตามสัญญา ปรากฏว่า ผู้ประกอบการบางรายยังไม่สามารถชำระเงินคืนได้ โดยอ้างว่าจะชำระคืนเงินกู้ยืมเมื่อบริษัทมีผลกำไร ในขณะที่ UBI ของมหาวิทยาลัยบางแห่งมีการใช้จ่ายเงินสนับสนุนในรูปของเงินกู้ยืมในการประกอบธุรกิจให้แก่นักศึกษาที่เข้าร่วมชมรมพัฒนานักศึกษาเป็นผู้ประกอบการในวงเงินรายละไม่เกิน 20,000 บาท เป็นต้น ซึ่งการใช้จ่ายเงินอุดหนุนดังกล่าวถือว่าไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการ
จากผลการตรวจสอบข้างต้น สตง. จึงได้มีหนังสือถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบ หน่วยงานที่กำกับดูแล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาดำเนินการปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของ สตง. อาทิ กำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้บริหาร UBI ที่เหมาะสม โดยกำหนดคุณสมบัติต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับการบริหาร UBI กำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการคัดเลือกผลิตภัณฑ์หรือบริการที่สามารถนำเข้ารับการบ่มเพาะวิสาหกิจ รวมถึงกรณีที่สถาบันอุดมศึกษามีผลงานวิจัยจำนวนน้อยที่จะสามารถนำมาพัฒนา/ต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้ทันที ทบทวนหรือยกเลิกการสนับสนุนงบประมาณให้กับสถาบันอุดมศึกษา ในกรณีที่พบว่า UBI ของสถาบันใดไม่มีความพร้อมในการดำเนินงานให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการ เป็นต้น ทั้งนี้ ผลการดำเนินการเป็นประการใดจะต้องแจ้งให้ สตง. ทราบภายในระยะเวลาที่กำหนด ตามนัยมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2542
