เอ็นจีโอลั่นพรรคการเมืองต้องมีนโยบาย ให้ความเป็นธรรมเรื่องผู้ประกันตน
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ที่ห้องออดิทอเรียม อสมท. จัดรายการนับถอยหลังเลือกตั้ง 54 ในหัวข้อการดีเบต เรื่อง “ปรับระบบประกันสังคม ยกระดับการรักษาพยาบาลไทย” มีผู้เข้าร่วมรายการ คือ นายวิทเยนทร์ มุตตามระ ผู้สมัครสส.เขตบางเขน กทม. พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ผู้สมัครสส.ระบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) นายชาติชาย พุคยาภรณ์ ผู้สมัครสส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน (ชพน.) และน.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ในฐานะโฆษกชมรมพิทักษ์สิทธิผู้ประกันตน ดำเนินรายการโดย นายภิญโญ สุริยธรรมา
โดยน.ส.สารี ระบุว่า ไม่เห็นว่าการเลือกตั้งชุดนี้มีพรรคการเมืองใดเสนอชุดนโยบายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำผู้ประกันตน 9.6 ล้านคนอย่างเป็นรูปธรรม แต่กลับยังคงให้คน 9.6 ล้านคน จ่ายเงินสุขภาพอยู่กลุ่มเดียวอยู่เช่นเดิม แต่บริการต่างๆกลับไม่คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป และสังเกตได้ว่านโยบายส่วนใหญ่ไปเน้นเรื่องค่าแรงมากกว่า
น.ส.สารี กล่าวว่า เรื่องที่น่าแปลกใจ ในฐานะที่ปชป.เป็นรัฐบาล ก็น่าจะเห็นภาพว่ารัฐบาลชุดนี้มีเรื่องบำนาญ กองทุนการออมเงินแห่งชาติอยู่ ดังนั้นการให้แรงงานนอกระบบเข้ามาในระบบประกันสังคมในขณะนี้ด้วยการเพิ่มเรื่องบำเหน็จ บำนาญเข้าไปอีก ทำให้ระบบมีความซ้ำซ้อนกัน ภาคประชาชนจึงอยากเห็นการประกาศนโยบายที่มีความชัดเจน และเห็นไปถึงอนาคต อยากเห็นกลุ่มที่จ่ายเงินได้รับประโยชน์เท่าเทียม เช่นกรณีคลอดบุตรให้ประกันตนได้รับเงินคนละ 13,000 บาท และต้องจ่ายเงินไปก่อน ซึ่งก็น่าจะไม่เพียงพอในบางรพ. และที่สำคัญอยากเห็นแนวทางที่ชัดเจนในการแก้ปัญหา การมี พ.ร.บ.คุ้มครองความเสียหายจากบริการสาธารณสุข ที่มีความเห็นต่างกันในความเห็นเวลานี้ สำหรับเรื่องของบำนาญประชาชน เป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องพรบ.ผู้สูงอายุ เห็นได้ชัดว่าพรรคการเมืองให้ความสำคัญแต่ต้องให้ตรงเป้าหมายและมีเม็ดเงินที่เพียงพอกับการเลี้ยงตัวรอดไม่ใช่เงินเบี้ยเลี้ยง 500 บาท แต่ควรไปถึง 1,500 บาท ถึงจะเพียงพอ
นายวิทเยนตร์ กล่าวว่า ชุดนโยบายของประชาธิปัตย์ มีเรื่องการขยายสิทธิแรงงานนอกระบบให้กับผู้ประกันตนอยู่แล้ว โดยแบ่งตามกำลังจ่าย และมีการชดเชยรายวันกรณีเจ็บป่วยอีกด้วย และเป็นครั้งแรกที่คนไทยจะได้บำเหน็จบำนาญ โดยเงินดังกล่าว จะมาจากการจ่ายเงินประกันสังคมของผู้ประกันตน แต่อาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับระดับการสะสมของผู้ประกันตนโดยพรรคประชาธิปัตย์มีความตั้งใจ ในการให้ประชาชนทุกภาคส่วน ได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียมกัน สำหรับเรื่องของเบี้ยผู้สูงอายุมาเกิดขึ้นจริงในรัฐบาลประชาธิปัตย์ และเมื่อรวมกับเงินออมส่วนอื่นๆในระบบประกันสังคมกับแรงงานนอกระบบ ก็จะได้เพิ่มมากขึ้นอีก
ขณะที่นายชาติชาย กล่าวว่า สิ่งสำคัญในการดำเนินนโยบายดูแลสุขภาพถ้วนหน้า คือ การสร้างความเท่าเทียมกัน ความมีคุณภาพ และทั่วถึง ในการเข้ารับการรักษาพยาบาล ของประชาชนทั่วประเทศ จากนั้นต้องดูแลเรื่องการให้บริการที่ต้องทั่วถึง และประสิทธิภาพ อีกทั้งในต่างจังหวัด ประชาชนต้องสามารถเข้าถึงการรักษาโรคเฉพาะทางได้ นอกเหนือจากการรักษาโรคทั่วไป ปัจจุบันเงินกองทุนประกันสังคม มี1.4 แสนล้านบาท ในช่วง 5 ปีหลังรายจ่ายมากกว่ารายรับ จึงกลายเป็นปัญหาที่ต้องร่วมกันคิด สำหรับเรื่องพรบ.คุ้มครองความเสียหายจากบริการสาธารณสุข จะต้องยึดแนวทางที่เป็นกลางและให้ความเป็นธรรมจากทุกฝ่าย ถ้ายังไม่เป็นธรรมต้องปรับปรุงทำให้เป็นธรรมกว่านี้ ส่วนนโยบายของพรรคจะให้คูณสอง คือให้ 1,000 บาทต่อเดือนกรณีเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
ด้านนายจารุพงศ์ ระบุ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงในส่วนของแรงงาน ต้องหันมาหารือร่วมกัน และยอมรับในข้อบกพร่อง เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหา และสร้างความเท่าเทียมกัน ในการได้รับการบริการดูแลสุขภาพ
เลขาธิการพรรค พท. กล่าวว่า 30 บาทรักษาทุกโรค พรรคเป็นผู้เริ่มต้นและก็ทำได้จริง พื้นฐานมากจากรากเหง้าของพท. ปัญหานี้ต้องแก้ที่รากหญ้า แก้ที่เหตุเจ็บ จน โง่ ต้องทำให้ได้มาตรฐานอย่างที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ เรื่องนี้พรรคได้เป็นรัฐบาลจะแก้ไขแน่นอน พท.ไม่เน้นเรื่องฟรี ยังยึดเรื่อง 30 บาท ที่ไม่ฟรี เพราะไม่ต้องการให้กลายเป็นคนไข้อนาถา ส่วนปัญหาของพรบ.คุ้มครองความเสียหายจากบริการสาธารณสุข ต้องมีการการวางมาตรฐานทางการแพทย์ กำหนดโดยแพทย์ที่เชี่ยวชาญ เพื่อให้มีมาตรฐานในการรักษาการพยาบาลที่เกิดขึ้น เมื่อเกิดการบกพร่องจะได้มีการเทียบมาตรฐาน ถ้ามีอนุญาโตตุลาการเกิดขึ้น ก็เพื่อตั้งทนายให้ดูแล ทั้ง 2 ฝ่ายเพื่อตัดสินว่ามีการรักษาตามมาตรฐานของแพทย์ การผ่าตัดสัปดาห์ละ 11 คนถือว่ามากไปหรือไม่ เพื่อทำให้เกิดการยอมรับได้ทั้ง 2 ฝ่าย สำหรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ พท.ชัดเจนว่าอายุ 90 ปี ให้ถึง 1,000 บาทแน่นอน และถ้า 1,500 บาทต้องกลับไปหารือกันในพรรคก่อน
